A Day in Monolith : Studio MITI

สำนักงานสถาปนิกสตูดิโอมิติ
เรื่องและภาพ : สาโรช พระวงค์

ในโลกของสถาปัตยกรรมมีวิวัฒนาการด้านวัสดุมานานนับหลายพันปี ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมได้บอกว่ารูปทรงของสถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงไปตามวัสดุเสมอ ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับการค้นพบใหม่ของนักประดิษฐ์ หรือการดัดแปลงใช้วัสดุของสถาปนิก ตั้งแต่ศตวรรษที่20เมื่อโลกเราเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ โลกตะวันตกได้นำมาซึ่งความนิยมในวัสดุสมัยใหม่ตามความเชื่อของเหล่าโมเดิร์นนิสต์อย่าง เหล็ก กระจก คอนกรีต แต่บางวัสดุที่มีการสืบทอดองค์ความรู้กว่าพันปีกำลังคืบคลานพัฒนาตัวเองอยู่กับความสมัยใหม่ และพัฒนาตัวเองสู่ภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอย่างมั่นใจด้วยสถาปนิกยุคต่อมา

พื้นที่ในซอยลาดพร้าว 71 มีสภาพแวดล้อมเป็นที่อยู่อาศัยรายรอบ จนเมื่อพาตัวเองเลี้ยวมายังซอยสังคมสงเคราะห์ 6 จะพบกับก้อนอิฐสีส้มที่รูปทรงแลดู monolith และแยกตัวมันเองจากสภาพแวดล้อมอย่างชัดเจน อิฐยักษ์สูงขนาดราวบ้านสองชั้นได้มาตั้งตรงทางสามแยกอย่างชวนน่าสงสัยเพราะมีเพียงประตูบานเดียวขนาดเล็กที่ด้านหน้าเท่านั้น ข้างประตูมีอักษรสีดำติดว่า ‘STUDIO MITI’ และสเปซหลังผนังอิฐมีเรื่องราวที่มาจนกว่าจะเป็นกล่องอิฐรูปทรงเรียบง่าย แต่มีเรื่องราวไม่ง่ายซ่อนอยู่

สถาปนิกที่ออกแบบกล่องอิฐนี้คือสตูดิโอมิติ  สถาปนิกได้ออกแบบสเปซที่ทำงานของตัวเองด้วยแนวคิดที่มาจากการแก้ปัญหา เนื่องจากรูปที่ดินมีขนาด 8.50×20.00 เมตร สถาปนิกได้คิดถึงการแก้ปัญหาในการออกแบบที่ต้องการให้มีสเปซที่ใช้สอยภายใน 2 ชั้น เมื่อออกแบบภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีระยะร่นตามปรกติจะมีพื้นที่ใช้สอยน้อยกว่าความต้องการ การแก้ปัญหาจึงใช้วิธีที่ปิดตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมภายนอก วิธีการแก้ปัญหาที่ดินที่มีลักษณะแคบยาวทำให้สถาปนิกเลือกที่จะดันผนังทั้งสามด้านไปชิดเขตที่ดินให้มากที่สุดตามระยะร่นของกฎหมายโดยไม่เจาะช่องแสงโดยรอบ มีเพียงประตู 2 บานที่ชั้นล่างทางทิศตะวันตกและทิศเหนือที่เชื่อมสเปซระหว่างภายนอกกับภายในพร้อมกับเป็นทางเข้าออก จากนั้นจึงเติมคอร์ตขนาด 0.90 x 7.00 เมตร ที่มีลักษณะแคบยาวขนานไปกับรูปร่างของงานเพื่อเชื่อมสเปซภายในเข้าด้วยคอร์ตตรงกลางที่เปิดทะลุจากชั้น 1 ขึ้นไปยังหลังคา การจัดสเปซภายในทำด้วยการลดระนาบจากแบบเดิมลง แต่ใช้การสร้างขอบเขตด้วยเฟอร์นิเจอร์ของแต่ละคน แม้แต่ผู้บริหารของสตูดิโอมิติก็ไม่ใช้ระนาบผนังกั้นห้อง แต่นั่งรวมไปกับสถาปนิกในสำนักงานเพื่อลดความอึดอัดจากพื้นที่แคบยาว

ผลลัพธ์จากการเลือกที่จะปิดตัวเองโดยรอบแต่เปิดคอร์ตตรงกลางสามารถควบคุมสภาวะสมาธิการทำงานให้ดีขึ้น เนื่องจากสายตาของผู้ใช้ไม่เห็นสิ่งรบกวนจากภายนอก มีแค่เพียงแสงธรรมชาติจากคอร์ตกลางเป็นตัวบอกปรากฏการณ์ของแดด ลม ฝน ในแต่ละช่วงวัน ดังที่มีกรณีศึกษาจากงานตะวันออกร่วมสมัยอย่างบ้านแถวอะซึมาของทาดาโอะ อันโดะ หรือการเชื่อมดินฟ้าเข้ามายังสเปซภายในหลายงานของเจฟฟรีย์ บาวา ทำให้เราเห็นโอกาสของการเลือกใช้ปรากฏการณ์ธรรมชาติให้น่าสนใจ ให้ผู้ใช้สเปซมีความรื่นรมย์ งานนี้ช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่าภูมิปัญญาตะวันออกสามารถต่อยอดได้อย่างไรในลมหายใจของงานร่วมสมัย

ผนังอิฐโดยรอบที่ชวนให้นึกถึงโบราณสถานเป็นการทดลองของสถาปนิกที่ต้องการหน้าอิฐที่มีความเรียบ รอยต่อระหว่างแผ่นน้อย คล้ายกับเทคนิคการฝนแผ่นอิฐเพื่อประสานอิฐเข้าด้วยกัน สถาปนิกเลือกใช้เทคนิคการฝนผิวอิฐด้วยเครื่องขัดแบบต่างๆ แต่มาลงตัวด้วยการใช้แผ่นเจียเหล็กในที่สุด ที่แม้จะได้คำตอบที่ไม่เนี๊ยบเท่าที่คิดไว้ แต่ผลจากการทดลองนี้ทำให้ได้อีกคำตอบของรอบต่อผนังอิฐ สถาปนิกเล่าถึงเบื้องหลังว่าเศษผงอิฐเต็มหน้างานเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังออกแบบ detail การยึดผนังด้วยการใช้เหล็กเส้นยึดผนังอิฐเชื่อมเข้ากับเสาเหล็กตัว I เพื่อป้องกันการแกว่งตัวของผนังอิฐที่สูง

ผนังอิฐกล่องนี้ช่วยให้นึกถึงความพยายามของอิฐที่ไม่อยากเป็นแค่อิฐของสถาปนิกในตำนานอย่างหลุย คาห์น ในประโยคที่ว่า “Even a brick wants to be something”

อินเทอร์นี่ ฉบับภาษาไทย ฉบับที่ 4

ขอขอบคุณแอดมินแขกสำหรับรูปและบทความของงานนี้ด้วยครับ

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Comments are closed.