บทความที่นำมาเสนอต่อไปนี้เป็นบทความที่จะเรียกว่าแปลก็ไม่เชิง เพราะเป็นเหมือนการนำมาย่อๆซะมากกว่านะครับ ด้วยความที่ไม่เคย แปลบทความมาก่อน จึงได้รู้คราวนี้เองว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันที่จะแปลให้อ่านรู้เรื่อง เพราะบางทีเราพอจะเข้าใจในภาษาอังกฤษ แต่การที่จะนำมาแปลเป็นไทยแล้วให้ได้ใจความที่เหมือนกันนั้นยากพอสมควรทีเดียว เพราะ ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไร ดังนั้นผมเลยตัดสินใจที่จะใช้ ภาษาอังกฤษทับศัพท์ไปเลยในกรณีที่ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไร ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจอย่างไร หรือ มีการสะกดคำผิดอย่างไร ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
พูดถึงสนามบินสุวรรณภูมิหรือสนามบินหนองงูเห่าที่เรารู้จักกันดี หลายๆคนคงนึกถึงเรื่องพวกรันเวย์แตกร้าว หรือ หลังคารั่ว ไม่ก็ ห้องน้ำไม่พอใช้มาก่อน ด้วยเหตุที่ทางนิตยสาร Architectural Record เล่มเดือน สิงหาคม ปี 2550 ได้นำสนามบินแห่งนี้มาลง และได้บอกถึงข้อมูลทางเทคนิคซึ่ง รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างที่เรียกได้ว่า ทำเอาคนไทยหน้าชาไปได้พอควรทีเดียว
บทความนี้เขียนโดย John Morris Dixon, FAIA ผู้เขียนเขาก็เล่าถึงที่มาของการออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิว่า กรุงเทพนั้นเป็นสถานที่ที่มี เที่ยวบินขึ้นๆลงๆมากที่สุดแห่งหนึ่งเป็นลำดับที่ 15 ของโลก ทางสถาปนิก Murphy / Jahn ก็เลยคำนึง ถึงจุดนี้ว่าสนามบินใหม่นี้จะต้องอำนวยความสะดวกในการทำงานที่มีปริมาณมากและซับซ้อนในหลายๆด้านได้อย่างดี และ ต้องแสดงถึง ความสำคัญของประเทศไทย
สนามบินสุวรรณภูมินี้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 45 ล้านคนต่อปี มีจำนวนเกททั้งหมด 56 เกท พื้นที่อาคารประมาณ 6 ล้านตาราง ฟุต ซึ่งเขาก็ได้วางแผนต่อเติมให้สามารถที่จะรองรับผุ้โดยสารได้ถึง 100 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว
ในการออกแบบนี้ได้แสดงให้เห็นถึงส่่วนประกอบหลักๆสองส่วนคือ ส่วนที่เป็น pavilion ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากกว่า 1.2 ล้านตาราง ฟุต กับส่วนที่เป็น Concourse ที่มีลักษณะเป็น tubular structure ที่ต่อออกมากจากอาคารหลัก
ตั้งแต่เริ่มเปิดใช้อาคารมาก็มีปัญหาในหลายๆเรื่อง ตั้งแต่เรื่อง circulation, ที่นั่ง ห้องน้ำ รวมทั้ง รันเวย์ที่แตกร้าว ซึ่งก็มาจากการคอรัปชั่น บางเที่ยวบินเลยได้ย้ายกลับไปใช้ที่สนามบินเก่าคือที่ดอนเมือง เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งใช้งบปรมาณ มากกว่า 3พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมไปถึง อาคารซ่อมบำรุงเครื่องบิน อาคารจอดรถ และ โรงแรม ทางหน่วยงานจัดการก็พยายามที่ จะแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งหลายๆปัญหาเกิดจากที่ทางร้านค้าซึ่งเกิดขึ้นมามากเกินกว่าที่ทางสถาปนิกได้ออกแบบไว้ รวมไปถึงเคาท์เตอร์ของ พวกสายการบิน low cost ที่เพิ่มขึ้นมาด้วย

ผู้เขียนก็ได้เล่าต่อไปว่า ด้วยขนาดของอาคารและโครงสร้างที่อลังการก็น่าจะสร้างความประทับใจให้แก่นักเดินทางที่มาถึงได้ไม่ยาก ทาง Mr. Jahn เองก็บอกว่า ตั้งใจที่จะให้ตัว terminal นี้เป็นตัวเด่นของโครงการ นอกเหนือไปจากการใช้ความคิดสร้างสรร ในการออกแบบโครงสร้างขนาดใหญ่แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการออกแบบสภาพอากาศภายใน ซึ่งทางสถาปนิกก็ได้ทีมที่ปรึกษามา จากเยอรมันคือ Werner Sobek Ingenieure ซึ่งมาออกแบบวิศวกรรมโครงสร้าง และ Transsolar Energietechnik มาออกแบบระบบ climate control ซึ่ง Helmut Jahn ถึงกับบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่เขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จาก engineer การร่วมมือกันในครั้งนี้ทำให้สถาปนิกจะต้องคำนึงให้มากขึ้น ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก form ที่เขาออกแบบ และ engineer ต้องคิดถึงเรื่องของความสวยงานเมื่อเขาออกแบบเช่นเดียวกัน
สิ่งหลักๆที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบสนามบินแห่งนี้ก็คือ สภาพอากาศซึ่งทั้งร้อน ชื้น และ ทิศทางแสงแดด ทีมออกแบบก็เลยออกแบบ ให้หลังคาตัวอาคารหลักให้เหมือนกันลอยอยู่เหนือ terminal และให้มีการคอนโทรลแสงที่จะผ่านเข้ามาภายในอาคารซึ่งมีขนาด 689 ฟุต x 1860 ฟุต ที่ไม่มีเสาขวางอยู่ใน terminal space นี้เลย ทำให้ต้องออกแบบตัวโครงสร้างหลังคานี้ ให้เป็นลักษณะคล้ายๆโครงสร้างสะพาน ผลก็ออกมาเป็นโครง truss ซึ่งมีน้ำหนักถึง 2,700 ตัน ซึ่งพาด span ถึง 413 ฟุต และ ยื่นออกไป 138 ฟุตในแต่ละด้าน ซึ่งถ้าเราดูด้านข้างของ truss นึ้ ก็จะเห็นได้ว่ามีลักษณะเป็น bending moment diagram นั่นเอง ผู้เขียนเขาได้วิจารณ์ว่า ถึงแม้ว่าจะดูเป็นโครงสร้างที่น่าประทับใจ แต่ถ้าดูในตอนกลางวัน มันก็ยังดูหนักๆอยู่ดี ถ้าดูในตอนกลางคืนนั้น เมื่อมีแสงสีฟ้าสาดไปตรงที่ตัวโครงสร้างหลังคานั้น ก็ทำให้ดูสีสันมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ส่วนผนังด้านข้างของอาคาร terminal นั้นเป็นระบบ cable supported glass wall
ในส่วนของ lighting consultant คือ Mr. Yann Kersale จากบริษัท AIK เขาเลือกที่จะใช้แสงไฟสี cobalt blue สำหรับตัว main terminal หลอดที่ใช้เป็นหลอด metal halide ตรงส่วนโครงสร้างเสา หลอด fluorescent ตรงส่วนโครง truss และ หลอดนีออน ที่ตรงขอบของหลังคา terminal และ ต้องมีการปรับแสงของหลอดต่างชนิดกันให้ออกมาเป็นสีเดียวกัน ในตอนกลางวันนั้น ทางผู้ออกแบบนั้นตั้งใจที่จะให้แสงสว่างที่ผ่านมาทางหลังคา terminal นั้นเพียงพอโดยที่แทบจะไม่ต้องใช้แสงสว่างจากไฟฟ้าเลย สถาปนิกได้ออกแบบให้ส่วนที่เป็นหลังคาทึบแสงซึ่งเป็น aluminum clad panel หันไปทางทิศใต้ และให้หลังคาส่วนที่เป็นกระจก ซึ่งมีความทึบแสง 95 เปอร์เซนต์ หันไปทางทิศเหนือ และมี fixed louver อยู่เหนือส่วนที่เป็นหลังคากระจกนั้นอีกชั้น เพื่อช่วยตัดแสง direct light ที่จะตกกระทบหลังคาอีกชั้นหนึ่ง
ด้านการออกแบบระบบปรับอากาศ ทาง Transsolar ตั้งเป้าไว้ว่า ไม่ใช่แค่จะออกแบบให้เป็นระบบที่เรียบง่ายเท่านั้น แต่จะต้องใช้พลังงานให้น้อยที่สุด สำหรับส่วน terminal space นั้นมีความสูงถึง 47 ฟุต เขาจึงออกแบบให้มีการปรับอากาศเฉพาะ บริเวณที่มีคนใช้สอยเท่านั้น คือ ประมาณสูง 8 ฟุตจากพื้นขึ้นไป ระบบทำความเย็นที่เขาใช้ เป็นระบบฝังท่อน้ำเย็นอยู่ในพื้น และ ให้พื้น เป็นตัวแผ่ความเย็นขึ้นมา และ สิ่งที่จะเห็นได้ทั่วๆไปในบริเวณสนามบิน เป็นกล่องซึ่งมี shape คล้ายกับรูปเลนส์ สูงประมาณไหล่ ซึ่งทำหน้าที่ในการเป่าลมปรับอากาศเบาๆออกมาด้วย ด้วย concept ที่แยกอากาศเป็นชั้นๆแบบนี้ จึงทำให้กระจกที่อยู่เหนือระดับที่ปรับ อากาศ ไม่จำเป็นต้องเป็นฉนวนกันความร้อน เพราะอากาศบริเวณด้านบนอาคารมักจะร้อนกว่าอากาศด้านนอก การที่ไม่เป็นฉนวนกันความร้อนที่ความสูงระดับนั้น จะยิ่งช่วยให้ความร้อนระบายออกไปจากอาคารได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนที่เป็น concourse นั้น ได้รับการออกแบบให้ต่างไปจากส่วน terminal อย่างสิ้นเชิง โดยการใช้ระบบ tensile fabric กับ five point truss ซึ่งครอบคลุม span ได้ถึง 89 ฟุต ส่วนที่เป็นผนังกระจกนั้น ในส่วนที่เป็นด้านล่างๆใกล้ๆกับพี้นเขาจะใช้กระจกที่มี ความทึบแสงที่ 20 เปอร์เซนต์ และ ในส่วนบนขึ้นไปที่สุดจะมีความทึบแสง 80 เปอร์เซนต์ ถึงแม้ว่าดูจากภายในแล้วจะไม่เห็นถึง ความแตกต่างก็ตาม
ส่วนของ tensile fabric นั้น มีชั้นต่างๆถึง 3 ชั้นด้วยกัน
ชั้นนอกสุด เป็น structural weather proof surface เคลือบผิวด้วย polytetrafluoroethlyne, high performance glass fiber
ชั้นที่สอง เป็น แผ่น air tight polycarbonate ซึ่งช่วยในการกันเสียงเครื่องบิน ดูดซับเสียงภายใน และ ช่วยให้โครงสร้างรับแรงลมได้ดีขึ้น
ชั้นที่สาม เป็น glass fiber ซึ่งเคลือบด้วยอลูมินั่ม ซึ่งช่วยในการสะท้อนความร้อนออกไปนอกอาคาร และ ใช้เป็นตัวสะท้อนแสง สำหรับ indirect light ในตอนกลางคืนด้วย
เปลือกหุ้มอาคาร concourse นี้ ยอมให้แสงผ่านเข้ามาได้แค่ 1-2 เปอร์เซนต์ของปริมาณแสงแดดทั้งหมดที่มี แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ไม่ต้องใช้แสงสว่างจากไฟฟ้าในตอนกลางวัน
ในตอนท้ายของบทความ ผู้เขียนได้กล่าวว่า ส่วน shopping นั้น มักจะถูกรวมไว้ในการออกแบบสนามบินเสมอ แต่สำหรับสนามบิน สุวรรณภูมินี้ ผุ้ที่ได้รับสัมปทานร้านค้า ได้ขยายพื้นที่ออกไปเกินกว่าที่ได้ถูกออกแบบไว้แต่แรก โดยที่มิได้มีการปรึกษา หรือ ได้รับการอนุมัติจากสถาปนิกเลย เพื่อที่จะรองรับพื้นที่ shopping นี้ ทางเลื่อน 4 คู่ต้องโดนตัดออกไป (ความยาวถึง 827 ฟุต) พื้นที่ที่นั่งก็โดนแทนที่ด้วยพื้นที่ขายของ ทางเดินต่างๆก็ต้องถูกทำให้แคบลง วิวภายในที่สถาปนิกตั้งใจให้ดูโปร่งโล่ง เพื่อที่จะได้หาทางเจอได้ง่ายๆ ก็โดนปิดบังโดยร้านค้าจนหมด รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การที่ต้องใช้รถบัสรับส่งระหว่างเครื่องบิน กับเกท ทั้งๆที่ก็มีเกทที่ว่างอยู่มากมาย การซ่อมแซม taxiway (ถนนสำหรับเครื่องบิน) ที่แตกร้าว และ เรื่องค่าธรรมเนียมการจอดเครื่องบิน ที่แพงกว่าสนามบินเดิมเป็นอย่างมาก
ส่วนโถงผู้โดยสารขาออก พวกเคาท์เตอร์ของ budget airline ก็มากีดขวางพื้นที่สัญจร และ block วิว จากจุด drop off ไปสู่เคาท์เตอร์แลกตั๋วเครื่องบิน ในส่วนผู้โดยสารขาเข้านั้นก็เต็มไปด้วย ซุ้มขายของ ที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน กินพื้นที่เข้ามาในบริเวณที่ ควรจะเป็น จุดนัดพบ สำหรับผู้โดยสารและผู้ที่จะมารับ อีกเรื่องคือจำนวนห้องน้ำซึ่งไม่เพียงพอแก่จำนวนคนที่มาใช้ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากจำนวนผู้ที่มาเที่ยวชมสนามบินเฉยๆ มากกว่าที่คาดคิด บ้างก็มาปิกนิกกัน และ อยู่กันนานๆหลายชั่วโมง ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามสนามบินก็ได้ทำการเพิ่มจำนวนห้องน้ำอยู่
ท้ายสุดผู้เขียนได้สรุปว่า ข้อบกพร่องของโครงการนี้ก็คงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า เจ้าของโครงการนั้น สามารถที่จะเปลี่ยนแม้ความตั้งใจ ในการออกแบบที่ดีที่สุด ไปเป็นสิ่งที่แย่ได้ ทางผู้บริหารเหมือนจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทาง Murphy / Jahn ได้จินตนาการไว้ สำหรับผู้ออกแบบอาคารลักษณะนี้ในอนาคต สนามบินสุวรรณภูมิได้รับบทเรียนหลายๆอย่าง ทั้งในด้านแรงบรรดาลใจ และ ในด้านที่เป็นอุทาหรณ์ ส่วนสำหรับผู้โดยสารนั้น มาตรการแก้ไขต่างๆ คงจะทำให้เขาได้มีโอกาสที่จะได้ enjoy กับ space ภายในอาคารนี้ได้ดียิ่งขึ้น
Photo Gallery ของสนามบินสุวรรณภูมิ
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับบทความนี้ กรุณาอีเมล์มาที่ got_arch@yahoo.com ครับ |