Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews
Book Reviews

 
 

ชื่อหนังสือ : Planet of Slum
ผู้เขียน : Mike Davis
Reviewed by : คุณณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์

หนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนต่อยอดจากจุดเริ่มต้นในบทความชื่อเดียวกัน ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร New Left Review ฉบับที่ 26 ในปี 2004 ไมค์ เดวิส ได้ฉายภาพให้เห็นปรากฏการณ์ที่ประชากรทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และจะอาศัยอยู่ในเมืองมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันการพัฒนาเมืองที่เป็นไปในแบบไม่เท่าเทียมของเมืองต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ที่นับวันจักมีผู้คนอาศัยอยู่ในสลัมและการตั้งถิ่นฐานแบบไม่เป็นทางการ (Informal sector) เพิ่มมากขึ้น ผู้แต่งนำเสนอปรากฏการณ์สลัมผ่านการทบทวนวรรณกรรมขนาดยาว จากข้อมูลทุติยภูมิกว่า 200 ชิ้น โดยสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของสลัมจากที่ต่างๆ ทางกายภาพและนิเวศน์วิทยา ( บทที่ 6) มิติสังคมวิทยาที่เกียวข้องกับสลัมและสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดสลัม (บทที่ 2 , 5 ) การจัดการเพื่อแก้ปัญหาสลัมที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ( บทที่ 3,4)

คำถามที่ว่าทำไมในขณะที่การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะอยู่ในเมืองมากขึ้น กลับทำให้คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในสลัมแทนที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี น่าจะเป็นใจความหลักของหนังสือเล่มนี้ ผู้แต่งนำเสนอ (หรือฉายซ้ำ) สถานการณ์ที่เป็นอยู่ซึ่งตรงกันข้ามกับความพยายามแก้ปัญหาสลัมที่มีมามากกว่าสามทศวรรษ โดยชี้ชวนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างสังคม - เศรษฐกิจ - การเมืองของประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดิน การขยายตัวอย่างตะกละของทุนนิยมที่ทวีความรุนแรง และปัญหาเชิงสังคมวิทยาของคนจนที่ต้องพึ่งพิงผู้มีอำนาจ ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามในการแก้ปัญหาทั้งด้วยวิธีที่กำปั้นทุบดินอย่างที่สุด เช่น การไล่รื้อ ( น. 102-3) หรือการแก้ปัญหาผ่านโครงสร้างรัฐด้วยการออกโครงการที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนถึงการแก้ปัญหาผ่านองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ (NGOs) โดยแนวทางเหล่านี้ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทำให้สลัมหมดไปหรือลดน้อยลงได้เลย การไล่รื้อนั้นไม่เพียงแต่ไม่ช่วยแก้ปัญหา กลับทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในหลายๆ สังคม โครงการที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในท้ายที่สุดได้ถูกแทนที่โดยนักเก็งกำไร เพื่อให้เกิดการเช่าช่วงและฉวยประโยชน์จากการอุดหนุนจากรัฐ (Subsidy) โดยท้ายสุดคนจนที่แท้จริงก็กลับไปอยู่ในสลัมเช่นเดิม หรือแม่แต่การเข้ามาพัฒนาของ NGOs ก็ถูกครอบงำโดยเจ้าของเงิน (Donors) และตัวองค์กรเองที่เรียกว่า “Soft imperialism” (น. 75) ในระดับมหาภาค ผู้แต่งได้วิพากษ์วิจารณ์ความพยายามรแก้ปัญหาโดยการออกโครงการในการ “ ปรับโครงสร้าง ” หรือที่เรียกว่า Structural Adjustment Programmes (SAPs) โดยองค์กรที่เกิดขึ้นภายหลังสนธิสัญญาวอชิงตัน (Washington Consensus) อย่างเช่น World Bank และ IMF ที่พยายามสร้างภาพและส่งสริมการแก้ปัญหาโดยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ (Informal economic sector) ที่ท้ายสุดแล้วไม่อาจยกระดับความเป็นอยู่ของคนจนขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนได้

ความพยายามในการสังเคราะห์ภาพอันน่าสะพรึงกลัวของการมีอยู่ของสลัมทั่วโลก ผ่านการเลือกสรรปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างจงใจ ซึ่งโดยนัยแล้วคือการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมที่ไม่เสมอภาค อันปรากฎตลอดของหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกประเด็นเรื่อง ปัญหาที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำของรายได้ (Gated community) [1], การสมาทานความคิดที่ว่าสลัมคือความเสื่อมโทรมที่ไม่น่ามอง ( City beautification ) , หรือแม้แต่การเป็นผู้ถูกกระทำและเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจมากกว่าในถิ่นที่อยู่อาศัยเองก็ตาม ( Invisible renters) เหล่านี้ได้ตั้งคำถามชุดใหญ่ต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ , NGOs, และองค์กรระหว่างประเทศให้ทบทวนบทบาทและความพยายามในการแก้ไขปัญหาอีกครั้ง

ปัญหาใหญ่ของหนังสือเล่มนี้คือการที่ผู้แต่งไม่ได้เสนอทางออกอะไรไว้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว นอกจากการเลือกมองในด้านที่ล้มเหลวของการแก้ปัญหาสลัม และถึงขั้นดิสเครดิตความพยายามในหลายมาตราการในการแก้ปัญหา โดยที่เกี่ยวข้องการภาค NGOs นั้น David Satterthwaite ได้ตอบโต้หนังสือเล่มนี้และ ไมค์ เดวิส ไว้ว่า “ แค่เพียงคำวิจารณ์ต่อ NGO ท้องถิ่น (ไม่ว่าจะชอบธรรมหรือไม่) ก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหาย / ทำลายชื่อเสียงขององค์กรเหล่านี้ ทั้งที่ได้ทำงานอย่างหนักในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ” [2] (แปลโดยผู้เขียน) อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังมีจุดอ่อนที่ใช้เพียงการปะติดปะต่อของข้อมูล (ที่ถูกนำเสนอเพียงด้านลบ) จากเอกสารอื่นๆ ในลักษณะข้ามเวลาและบริบททั้งที่ปรากฏการณ์เหล่านั้นไม่ได้ต่อเนื่องกัน อีกทั้งยังขาดการนำเสนอข้อมูลภาคสนาม (Firsthand information) ที่ได้มาจากตัวผู้แต่งเอง และข้อมูลเชิงลึกที่รอบด้านของกรณีศึกษาหนึ่งๆ ซึ่งการเลือกมุมมองการเขียนแบบ Bird eye view ขนาดใหญ่ เช่นนี้ย่อมมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาค โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นที่ส่งผลในแง่บวกของความพยายามที่ผู้แต่งกล่าวโจมตี

อย่างไรก็ตาม คุณูปการและความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้นอกจากจะเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี ที่รวบรวมงานศึกษาที่เกี่ยวข้องด้านสลัมและความยากจนในหลากหลายมิติและบริบททั่วโลก ตลอดถึงจนการสะท้อนให้ตระหนักว่าปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้นและรอวันปะทุในอนาคตไม่ไกลนี้ นอกเหนือไปจากนั้นแล้วหนังสือเล่มนี้คือความพยายามที่จะบอกแก่เราเพียงแค่ประโยคเดียวเท่านั้น คือประโยคที่เป็นคำโปรยเริ่มต้นในบทที่ 5 ตามที่ Gita Verma ได้เขียนไว้ว่า “ ปัญหาสลัมในเมืองดูเหมือนว่าจะไม่ได้มาจากปัญหาความยากจน แต่มาจากความร่ำรวยต่างหาก ” [3] (น. 95; แปลโดยผู้เขียน) ผ่านกรอบการมองปัญหาจากความไม่เสมอภาค / เท่าเทียมของสังคมที่แฝงกลิ่นอายในขนบ Marxist แต่เพียงถ่ายเดียว โดยที่เรายังคงมืดบอดต่อทิศทางที่ควรจะเป็น / ทำ ว่าเราจะอยู่กับสิ่งนี้อย่างไรทั้งในหนทางอันใกล้และอันไกล

พิมพ์ครั้งแรกใน ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ (2551) บทวิจารณ์หนังสือ , “Planet of Slums by Mike Davis” art4d , # 151, สิงหาคม , หน้า 104-5

References

1. Gated Community เป็นคำที่ใช้อธิบายเมืองที่กายภาพของเมืองเต็มไปด้วยรั้ว (Gate) อันสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมที่ไม่เท่าเทียมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะช่องว่างรายได้ รั้วจึงเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กีดกันคนรวยออกจากคนจนที่ชัดเจน ดู Webster, Christ (2001) “Gated Cities of Tomorrow” Town Planning Review 72(2): 149-170

2. “Just one well-circulated criticism of local NGO (whether fair or not) can damage or destroy their reputation – and undermine years or decades of hard work” ใน Satterthwaite, David (2006) “Book Review: Planet of Slums by Mike Davis and Shadow Cities by Robert Neuwirthd” Environment and Urbanization 18(2): 545

3. The roots cause of urban slumming seems to lie not in urban poverty, but in urban wealth.


ขอขอบคุณ คุณณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ สำหรับการ review หนังสือเล่มนี้ด้วยครับ

       
       
  หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา | เว็บบอร์ด & ข่าว