Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews & Lectures
Book Reviews

   
Project : Water + Life Museum
Location : Hemet, California, USA
Architect : Lehrer + Gangi / Design + Build
Photos by : Tor [ 99 photos]

ทางเว็บเราได้เคยนำเสนองานที่ได้รับ LEED Platinum Certificate อาคารแรกของอเมริกา ซึ่งก็คือโปรเจค NRDC Office และ อีกงานคือ Grand Rapids Arts Museum ซึ่งก็เป็น Arts Museum หลังแรกที่เป็น LEED Certified คราวนี้เรามาชมงานอีกงาน ซึ่งเขาบอกว่าเป็น Museum หลังแรกที่ได้รับ LEED Platinum Certificate ชิงตัดหน้างาน California Academy of Sciences ที่ San Francisco ออกแบบโดย Renzo Piano ที่คาดว่าจะเป็น museum ที่ได้ LEED Platinum เช่นเดียวกัน ซึ่งจะเปิดให้ใช้งานกันประมาณปลายปี 2008 นี้ครับ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LEED ได้ ที่นี่ ครับ)

งาน Water + Life Museum ที่นำมาให้ชมในครั้งนี้นั้น เกิดมาจากโครงการเนิ่นนานก่อนหน้านี้ ที่เขามีการขุดพื้นที่ดินระหว่างเนินเขา เพื่อที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองของชาว California ซึ่งการขุดครั้งนี้ถือว่าเป็นการขุดดินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของอเมริกาเลยทีเดียว และ อ่างเก็บน้ำ Diamond Lake แห่งนี้ก็เลยกลายเป็น อ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดใน California ไป ในช่วงระหว่างที่เขาขุดดินนั้น เขาได้ไปขุดเจอพวก โครงกระดูก และ ฟอสซิล ของสัตว์ที่มีเคยมีชีวิตอยู่แถวๆนี้ ประมาณหมื่นกว่าปีที่แล้ว อันนี้ก็เลยเป็นที่มาที่ทำให้เกิดโครงการ Water + Life Museum นี้ขึ้นมา ซึ่งโดยหลักๆแล้วเขาแบ่งโครงการออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกนั้นเป็น Diamond Lake Valley Visitor Center ซึ่ง ก็ประกอบไปด้วย ส่วนนิทรรศการที่เกี่ยวกับอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ความสำคัญของแหล่งน้ำ และ การอนุรักษ์แหล่งน้ำ และ อีกส่วนหนึ่งคือ Western Center for Archaeology & Paleontology เพื่อไว้จัดแสดง เก็บรักษา และ ศึกษาโครงกระดูก ฟอสซิล และ วัตถุโบราณ ต่างๆ ที่เขาค้นพบระหว่างการขุดอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ครับ


ภาพจาก google earth ที่ตั้งของอาคารนี้อยู่ตรงหัวลูกศรน่ะครับ

ในแง่แนวความคิดของการออกแบบอาคารนั้น ทางสถาปนิกเขาแทนที่จะออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ซึ่งเป็นทะเลทรายซะเป็นส่วนใหญ่ เขากลับออกแบบไปในทางตรงกันข้าม คือ เขาต้องการให้อาคารหลังนี้ออกมาเป็นในแนว industrial, และ timeless ไร้กาลเวลา tower กล่องทรงสี่เหลี่ยมทั้งสิบอันของอาคาร ที่หุ้มด้วย metal cladding สีเงินนี้ เขาได้แรงบัลดาลใจมาจาก ห้องเครื่องปั๊มน้ำที่สูบน้ำเข้ามาในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ระหว่างแต่ละ tower ก็จะเป็นส่วนที่เป็นผนังกระจก ซึ่งเขาก็จะแขวน banner ไว้ช่วยกันแสงแดดได้ส่วนหนึ่ง และ ช่วยให้เพิ่มสีสันให้อาคารดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกด้วย ด้านหลังของอาคารนั้นเป็นส่วนที่จอดรถ จากที่จอดรถผู้เข้าชมอาคารก็จะได้เดินผ่านสวนเข้ามาจนถึงตรงส่วนที่เป็นเหมือน arcade ซึ่งเป็นทางเดินภายนอกอาคารที่มีหลังคาเป็นกระจก และ แผง solar panel สถาปนิกเขาว่าพื้นที่ตรงส่วนนิ้จะช่วย blur ระหว่างความเป็นภายนอกกับภายในอาคารเข้าด้วยกัน


มุมมองจากถนนหลักทางทิศตะวันออก

เรามาดูในด้านการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมกันบ้างนะครับ ถึงแม้ว่าอาคารนี้จะวางไปในแนวที่เรียกได้ว่าขวางตะวันเต็มๆ คือด้านเราเห็นเป็น tower เยอะๆนั้นเป็นด้านที่หันหน้าเข้าทิศตะวันออก เขาวางอาคารในแนวนี้ เพื่อที่จะได้ให้คนที่ขับรถผ่านไปมาบนถนนด้านหน้าได้เห็นอาคารเต็มๆ แทนที่จะวางตั้งฉากกับถนน ดังนั้นตรงผนังของส่วน tower จึงต้องมีการใส่ insulation หรือ ฉนวนกันความร้อนเข้าไปอย่างเต็มที่ และ กระจกก็เป็น insulated glass ด้วย ทั้งนี้ banner ภายนอกอาคารก็ช่วยลดความร้อนที่เข้าสู่ภายในอาคารไปได้ส่วนหนึ่งอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วครับ

ส่วนระบบปรับอากาศนั้นเขาเลือกใช้ระบบ radiant floor heating and cooling systems ซึ่งก็เป็นระบบแผ่ความร้อน ความเย็น ผ่านท่อน้ำซึ่งฝังอยู่ในพื้นคอนกรีต (คล้ายๆกับที่ใช้ที่สนามบินหนองงูเห่าน่ะครับ แต่บ้านเราใช้แค่ระบบทำความเย็น) ซึ่งก็จะปรับอากาศในบริเวณ 6-7 ฟุตสูงจากพื้นเท่านั้น นอกจากนี้บนหลังคาของ museum แห่งนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะปกคลุมไปด้วย solar panel ซึ่งช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าที่อาคารหลังนี้ต้องใช้ได้ถึง 68 เปอร์เซนต์ทางด้านการใช้น้ำนั้น ก็คงคล้ายๆกับอาคารอื่นๆที่ได้รับ LEED rating ที่เคยกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น การใช้โถส้วมที่เป็นระบบ dual flush, ก๊อกน้ำที่เป็นระบบ sensor, และ โถฉี่ที่ เป็นแบบ waterless ไม่ต้องใช้น้ำ และ น้ำที่ได้จากการ recycle เขาก็นำไปรดน้ำต้นไม้ภายนอก ต้นไม้ที่ใช้ก็เป็นต้นไม้พื้นถิ่น ซึ่ง ไม่ได้ต้องการน้ำอะไรมากมาย และ ดูแลรักษาง่าย และ ในช่วงที่เขาก่อสร้างอาคารหลังนี้นั้น วัสดุที่หลงเหลือจากการก่อสร้างเขาก็นำไป recycle ถึง 95 เปอร์เซนต์ครับ


ภายในส่วน exhibit ของ Western Center for Archaeology & Paleontology

การได้รับ LEED Platinum Certificate ของอาคารนี้ค่อนข้างแปลกนิดหนึ่ง ทางสถาปนิกเขาบอกว่า ตอนแรกทางเจ้าของโครงการไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากกับเรื่อง LEED นี้ด้วยซ้ำ เดิมที่ที่คุยกันเขาก็ว่า เป็น LEED Certified (rating แค่ผ่าน) ก็โอเคแล้ว ในช่วงระหว่างการออกแบบ และ พัฒนาแบบเรื่อยๆ ก็เริ่มที่จะผ่าน rate ที่เป็น Silver และ Gold หลังจากที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ปรากฏว่าโครงการนี้อาจจะผ่าน rate ที่เป็น Platinum เพียงแค่ทางเจ้าของโครงการจะต้องมี commitment (ข้อผูกมัด) ในด้านการใช้งานอาคารให้ sustainable ด้วย และ โครงการนี้ก็ได้ผ่านการอนุมัติให้ได้รับ LEED Platinum Certificate ในที่สุดครับ


ภาพถ่ายทางอากาศจาก google earth ตอนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จดี กลุ่มอาคารทางซีกซ้ายนั้นคือ Diamond Lake Valley Visitor Center ส่วนทางซีกขวาคือ Western Center for Archaeology & Paleontology โค้งๆด้านล่างนั้นเป็นที่จอดรถ ซึ่งโอบล้อมส่วนที่เป็นสวนอยู่


diagram


มองไปตรง courtyard ตรงกลางระหว่างสองอาคาร


มองจากตรง courtyard ไปตรงทางเข้าอาคาร Visitor Center


Banner ที่เป็นส่วนช่วยกันแสงแดด


detail การยึด banner


การติดตั้งไฟ (คิดว่าน่าจะเป็นหลอด LED ประหยัดพลังงาน)


detail


ตรงโถงทางเดินไปสู่ Visitor Center ด้านบนนั้นเป็นหลังคากระจก + solar panel ซึ่งให้เงาตกลงมาที่พื้นเป็น pattern ที่น่าสนใจดี


solar panel


ทางเดินตรงกลางระหว่างกลุ่มอาคาร


ที่ดื่มน้ำ design แปลกๆ ปล่อยให้น้ำไหลลงไประบายที่พื้น ???


ประตูทางเข้า Diamond Lake Valley Visitor Center


detail การยึดระหว่างแผ่น perforated metal กับ โครงสร้างหลัก


detail


reception counter ของ Visitor Center


เทพโปเซดอนกับนางเงือก


"IT'S TIME TO GET SERIOUS ABOUT SAVING WATER "


การจัด exhibit ภายในส่วนนี้ค่อนข้างกระจัดกระจายพอสมควร


detail ภายใน


ภายในของส่วนที่เป็น tower


exhibit เกี่ยวกับท่อและคลองส่งน้ำต่างๆทั่ว California


อันนี้เกี่ยวกับเขื่อนต่างๆ


exhibit เกี่ยวกับน้ำต่างๆ


ห้องน้ำ


โถฉี่แบบ waterless


ห้องประชุม และ ส่วนออฟฟิส


มาดูอีกซีกหนึ่งกันบ้างครับ Western Center for Archaeology (โบราณคดี) & Paleontology (การศึกษาพวกฟอสซิลต่างๆ)


detail


detail


Jurassic


lobby ทำ counter และ ฉากหลังได้น่าสนใจทีเดียว


ทางเข้าสู่ส่วน exhibit


ประวัติที่มาของ California ซึ่งก่อนหน้านี้นานมาแล้วเคยเป็นน้ำมาก่อน


บ้านสมัยก่อนในย่านนี้


ม้านั่งพักมี design


ทางเข้าไปสู่ห้องฉายหนัง และ exhibit ด้านใน


ห้องนี้เป็นห้องฉายหนัง ซึ่งมีหลายๆเรื่องฉายสลับกันไป เช่น ที่มาของการขุดและรักษาพวกฟอสซิล และ ชีวิตของสัตว์ในยุคโน้น เก้าอี้นั่งเขาทำเป็นรูปก้อนหิน ซึ่งจะสั่นสะเทือนตอบสนองกับหนังที่ฉาย


อันนี้เป็นหนังเกี่ยวกับยุคสมัยที่ช้าง mastodon ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งพื้นที่แถวๆนี้ยังเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์


ไม่มีใครรู้ว่า mastodon ตายและสูญพันธุ์ไปได้อย่างไร


ปัจจุบันนี้พื้นที่แถวนี้กลับกลายเป็นทะเลทราย ซึ่งก็เหลือไว้แต่โครงกระดูกเหล่านี้เพื่อให้เราได้นำมาศึกษากัน


โถง exhibit ภายใน ตัวนั้นคือโครงกระดูกของ mastodon ชื่อ Max (เขาอุตส่าห์ตั้งชื่อให้ด้วย)
ข้อดีอย่างหนึ่งของ museum แห่งนี้คือ เขาไม่กั้นเชือกระหว่างพวกโครงกระดูกเหล่านี้ กับ คนดูครับ เห็นบางคนก็ไปลูบๆคลำๆ พวกโครงกระดูกเหล่านี้ ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะอนุญาต เพราะไม่ได้มีป้ายบอกไว้ว่าห้ามจับ


อีกตัวด้านหลังนั้นเป็น mammoth ชื่อ Xena


แฮ่ๆๆๆๆ ตัวนี้ชื่อ Sammy, giant ground sloth


มีพระเอก Toy Story หลงมาด้วย


คุณปู่ volunteer มาช่วยเก็บกวาดเศษวัสดุที่เหลือจากการทำปูนหล่อฟอสซิลของเด็กๆ


รอยเท้าใครมั่งเนี่ย


ตรงส่วน clerestory ก็จะมีม่านช่วยปิดกันแสงแดดจากทางทิศตะวันตกที่จะเข้ามาในอาคาร


มาดูภายนอกกันอีกทีครับ


รูปถ่าย solar panel บนหลังคาของอาคาร


detail


ทางเดินระหว่างอาคาร


สวนด้านหลัง

ครับ ก็เป็น museum ขนาดย่อมเยาว์อีกอาคารหนึ่ง ซึ่งมีรูปทรงภายนอกที่เรียบง่าย แต่ว่าแรง และ สะดุดตาพอสมควร เนื่องจากหลุดออกมาจากสภาพแวดล้อมที่เป็นทะเลทรายที่อยู่รอบๆ การเลือกใช้วัสดุภายนอก และ form ของอาคาร ก็สะท้อนให้เห็น ถึงแนวความคิดของสถาปนิกที่ต้องการให้อาคาร มีลักษณะที่เป็นเหมือนพวกอาคารสาธารณูปโภค ได้ค่อนข้างชัดเจน อย่างไรก็ตาม space และ exhibit ภายในนั้น ยังดูแล้วขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง โดยเฉพาะตรงส่วน Visitor Center พูดกันง่ายๆว่า จัด exhibit ได้ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ไม่มีการจัดลำดับของเนื้อเรื่องที่จะนำเสนอใดๆ แต่ว่า exhibit ในส่วนของ Western Center นั้นออกแบบได้ดีกว่า (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะตรงนี้ต้องเสียค่าเข้า $8 แต่ Visitor Center นั้นเข้าฟรีก็ได้เป็นได้ครับ) ส่วนในด้านการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม งานนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีหลายด้านมาช่วยกัน เพื่อให้เกิดอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด แต่ก็ต้องแลกมากับงบประมาณที่ไม่น้อยเช่นกัน ก็หวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ พวก solar panel จะกลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาคาร ที่สามารถเห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือนต่างๆ เพราะตอนนี้มีแต่คนที่กระเป๋าหนักเท่านั้น ที่สามารถเป็นเจ้าของได้ครับ

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบครับ

ข้อมูลที่มา Eco-Structure magazine และ aia.org

ท่านใดเป็นสมาชิก multiply และอยาก comment เกี่ยวกับงานหรือบทความนี้ เชิญ ที่นี่ ครับ

     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา