Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

อาคารที่ไปดูมานี้อยู่ในเมือง Santa Monica รัฐCalifornia ในอเมริกานะครับ สิ่งที่ต่างจากอาคารอื่นก็คือ อาคารนี้ได้รับสิ่งที่เรียกว่า LEED Platinum certificate จากหน่วยงาน US Green Building Council ซึ่งในขณะนี้วงการออกแบบของอเมริกาได้ตื่นตัวเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า LEED rating นี้มาก
ก็ขอพูดถึง LEED นี้ก่อนนะครับ มันย่อมากจาก Leadership in Energy and Environmental Design ซึ่งเป็นอะไรที่คล้ายๆกับมาตรฐานในการออกแบบเพื่อประหยัดพลังงาน และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาก็จะแบ่งให้คะแนนอาคารเป็นเกรดคือ
1. Certified เฉยๆ คือ ผ่านมาตรฐานต่ำสุด
2. Silver ดีขึ้นมาหน่อย
3. Gold ดีมาก
4. Platinum ดีสุดๆ
ซึ่งในขณะนี้มีอาคารที่ได้รับ Platinum rating น้อยมากในอเมริกา อาคารที่ได้ไปดูนี้เป็นหลังแรกๆเลยก็ว่าได้ที่ certificate นี้


เกณฑ์ในการให้คะแนนเขาจะแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆดังนี้ครับ
1. การใช้ที่ดิน (Land use) คิดคะแนนตั้งแต่การเลือกที่ตั้งโครงการเลยทีเดียว
2. การใช้น้ำ
3. การใช้พลังงาน
4. วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง
5. คุณภาพอากาศภายในอาคาร

อาคารนี้เป็นสำนักงานของหน่วยงาน NRDC (National Resources Defense Council) หรือ เป็นหน่วยงานที่คอยจับตาดูเกี่ยวกับเรื่องสภาพแวดล้อมและทรัพยากรต่างๆทั้งในอเมริกา และ ที่อื่นๆด้วย เช่นในจีน เขาก็มีออฟฟิสอยู่เหมือนกัน เพราะจีนกำลังก่อมลภาวะที่เป็นพิษให้กับโลกเราอยู่มากโขในขณะนี้
เขาบอกว่าออฟฟิสของเขานี้ใช้พลังงานและน้ำน้อยกว่าตึกออฟฟิสอื่นๆถึง 60 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามค่าก่อสร้างนั้นก็ค่อนข้างสูงกว่าอาคารทั่วไปอยู่พอควรทีเดียว คือ ตกอยู่ที่ 340 เหรียญ ต่อตารางฟุตครับ แบ่งเป็นค่าออกแบบ (สถาปนิก และ ที่ปรึกษาต่างๆ) 87 เหรียญต่อตารางฟุต และ ค่าก่อสร้างจริงๆ 253 เหรียญต่อตารางฟุต
ตัวอาคารภายนอกดูแล้วจะไม่เหมือนอาคารที่ไฮเทคอะไรเลย อันนี้เขาว่าเป็นความตั้งใจของสถาปนิกที่ไปเห็นบังกาโลที่อยู่ใกล้ๆ แล้วคิดว่าเหมาะสม และ ยังต้องการให้อาคารดูเป็นมิตรกับคนเดินเท้ามากกว่า อาคารที่ดูประหลาดหวือหวา

สิ่งที่เขาคำนึงเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อให้ได้ LEED Platinum เท่าที่ผมจดไว้ได้ก็มีคร่าวๆดังนี้ครับ (หลายๆข้อก็เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะได้นำมาปฏิบัติหรือเปล่า)
- ตั้งแต่เลือก site เลย เขาเลือกที่ที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางเมือง ทำให้พนักงานที่มาทำงานสามารถเดินทางมาด้วยรถเมล์ หรือ ขี่จักรยานมาทำงานได้ แทนที่จะต้องขับรถมา พร้อมทั้งเตรียมที่จอดจักรยาน และก็ห้องอาบน้ำไว้ให้ด้วย เผื่อใครรู้สึกตัวเหม็นก็มาถึงที่ทำงานก็อาบน้ำได้เลย
- เขาเลือกที่จะปรับปรุงตึกเก่าแทนที่จะสร้างใหม่หมด แต่ว่าเขารื้อออกถึง 90 เปอร์เซนต์ (ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าปรับปรุงได้ไหม) และ ใช้วัสดุที่รื้อออกมานั้นมา recycle อีกถึง 98 เปอร์เซนต์
- เขาพยายามที่จะเก็บกักน้ำฝนเพื่อที่จะเอามาใช้สำหรับการใช้น้ำในอาคาร ยกเว้นน้ำดื่มนะครับ คือ เขาจะมีห้องเก็บน้ำฝนอยู่ใต้ดิน แล้วสูบขึ้นไปใช้สำหรับห้องน้ำต่างๆ แล้วเมื่อเราใช้น้ำจากพวกอ่างล้างมือ ก็จะได้น้ำที่เขาเรียกว่า grey water เขาก็เอาน้ำนี้มาทำการกรอง เพื่อที่จะเอาไปรดน้ำต้นไม้ต่อไป และ ระบบรดน้ำต้นไม้เขาก็เป็นแบบหยดน้ำน่ะครับ เพื่อให้ประหยัดน้ำที่สุด
- ผนังภายนอก เขาใช้วัสดุที่ทำมาจาก ซีเมนต์ผสมกับผงไม้ เขาเรียกว่า hardiboard ซึ่งข้อดีของมันคือ มันไม่ยืดหรือหดตัวครับ และ ลดการใช้ไม้ไปได้
- เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นจะต้องได้รับ Energy Star Rating
- เขาพยายามให้แสงธรรมชาติเข้าภายในอาคารโดยใช้ Clerestories และ เจาะช่องในพื้นชั้นสอง เพื่อให้แสงธรรมชาติลงไปถึงพื้นชั้น 1
- ใช้ water based paint ทั้งภายนอกและภายใน เพื่อลดสารระเหยที่เป็นพิษต่างๆครับ เช่น สารตะกั่ว เป็นต้น

- พื้น บางส่วนเขาจะใช้พื้นที่ทำมาจากไม้ไผ่ครับ เพราะไม้ไผ่สามารถปลูกใหม่ได้ง่ายและโตเร็ว ส่วนไม้อื่นๆ เขาจะใช้ไม้พวก maple และ poplar ซึ่งจะต้องมาจากป่าซึ่งได้รับการรับรองจากองค์กร F.S.C. (Forest Stewardship Council) เท่านั้น
- เขาพยายามจะใช้พัดลมแทนแอร์ครับ ถ้าเป็นไปได้ และ ระบบการปรับอากาศของเข้าจะเป็นแบบแต่ละห้องทำงานจะมีเทอร์โมสตัทแยกกัน แทนที่จะใช้เป็นแบบ central และ ก็พยายามใช้ลมธรรมชาติให้มากที่สุดครับ (cross ventilation) เขาจะมีเซนเซอร์ติดไว้ที่หน้าต่างเลย คือ ถ้าเปิดหน้าต่างปุ๊ป ระบบแอร์หรือฮีทเตอร์ก็จะตัดอัตโนมัตทันที



- ไฟฟ้าที่อาคารนี้ใช้ 20 เปอร์เซนต์ ผลิตมาจากแผงโซล่าเซลล์ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาครับ ส่วนอีก 80 เปอร์เซนต์ เขาซื้อมาจากไฟฟ้าซึ่งสร้างมาจากพลังงานลม จึงทำให้ตึกนี้ใช้ไฟฟ้าที่เรียกว่า renewable energy ถึง 100 เปอร์เซนต์ทีเดียว
- ระบบการให้แสงสว่าง เขาจะใช้หลอดประหยัดไฟซึ่งใช้บัลลาดที่สามารถหลี่แสงได้ตามแต่สภาพธรรมชาติครับ คือ ถ้ามันเย็นหน่อย ไฟมันก็จะสว่างมากขึ้นเองโดยอัตโนมัต และ เขาก็ติด motion sensor ด้วย คือ ถ้าไม่มีคนในห้อง ไฟมันก็ดับเอง
- เขาใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นตัววัดคุณภาพอากาศภายในอาคารว่า ระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงเท่าไหร่ และ ก๊าซอื่นๆ ด้วย ในห้องที่เป็นห้องซีร๊อก เขาก็จะมีการสูบเอาอากาศพิษออกตลอดเวลาที่มีการใช้งาน

- ส่วนห้องน้ำ เขาก็จะใช้สุขภัณฑ์ที่ประหยัดน้ำนะครับ เช่น โถฉี่เป็นแบบไม่ต้องใช้น้ำเลย (waterless ซึ่งบางเมืองในแอลเอยังไม่อนุญาตให้ใช้) โถส้วมมีปุ่มกดสองปุ่ม คือ ใช้ครึ่งถังหรือใช้เต็มถัง
- วัสดุแทบทุกชนิดที่เขาเลือกใชัในการก่อสร้างจะเป็นวัสดุ recycle แทบทั้งนั้น เช่น ฝากั้นผนังห้องน้ำ มาจาก ขวดพลาสติก เก้าอี้ ทำมาจาก seatbelt รถ ยิปซั่มบอร์ดภายในก็เป็น recycle เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าอาคารนี้เขาพยายามทุกทางที่จะทำให้เป็นต้นแบบของอาคารที่เรียกว่า green architecture นะครับ ซึ่งมันก็สะท้อนหน่วยงานของเขาอยู่แล้ว ทางคนที่เขาพาทัวร์เขาก็แนะนำว่า ที่อาคารนี้ราคาแพง เพราะว่าวัสดุที่ใช้นั้นยังไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่ถ้าพวกเราหันมาใชักันมากขึ้น อีกหน่อยมันก็จะถูกลงเอง
ไม่แน่ใจว่าอาคารนี้จะเข้ากลุ่มสถาปัตยกรรมแบบพอเพียงหรือไม่ เพราะมันแพงเหลือเกิน แต่หวังว่าบางไอเดียคงเป็นประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ได้กับอาคารในบ้านเรา

มุมมองจากภายนอกได้แรงบรรดาใจมาจากบังกาโลที่เห็นอยู่ไกลๆมุมซ้ายบน

โถงนิทรรศการด้านหน้า

ผนังภายนอก hardiboard

planter ที่ใช้ปลูกต้นไผ่ ด้านใต้เป็นระบบกรองน้ำ

ด้านใต้ planter

ลดพี้นที่การใช้ hardscape เพื่อให้น้ำซึมลงดิน มากกว่าไปที่ stormdrain ลดสารพิษที่จะไปสู่ทะเล

ด้านบนดาดฟ้า

รูปนี้มาจากเว็ปไซต์ของเขา

skylight

ด้านล่าง skylight เป็นอย่างนี้ำ

ห้องประชุม พื้นไม้ไผ่ โต๊ะไม้เมเปิ้ล เก้าอี้ทำมาจากไม้เมเปิ้ลกับrecycled seatbelt

solar panel farm บนหลังคา ปล่องทั้งหลายคิดว่าเป็นปล่องดูดอากาศออกมาจากภายในตึก

clerestories และ พัดลมดูดอากาศ?

เจาะช่องลงไปถึงชั้นหนึ่ง เป็นออฟฟิสที่ให้บรรยากาศเหมือนทำงานในบังกาโลมากๆ

อีกห้องประชุมหนึ่ง ก็มี clerestories

ส่วนห้องทำงาน มีหน้า่ต่างภายในให้ลมพัดผ่าน

ห้องสมุด

ระบบการใช้น้ำ

ห้องบำบัดน้ำ

ฝรั่งก็เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยเหมือนกัน

ห้องเก็บน้ำที่บำบัดแล้ว

โถส้วมสองปุ่ม ถ่ายหนักกับถ่ายเบา

ผนังกั้นจาก recycled bottles

waterfree urinal

โถงต้อนรับด้านล่าง พวกเฟอร์นิเจอร์ต่างๆส่วนมากทำมาจากวัสดุ recycle ทั้งนั้น

ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.nrdc.org/cities/building/smoffice/intro.asp#smtop

หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างนะครับ

ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับบทความนี้ กรุณาอีเมล์มาที่ got_arch@yahoo.com ครับ

 

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา