Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews & Lectures
Book Reviews

   
Project : Museum of Art and Design
Location : New York, New York, U.S.A.
Architect : Brad Cloepfil
Photos and story by : ยุทธดนัย + อรสุธา [12 Photos]

เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา Museum of Art and Design หรือเรียกสั้นๆว่า “ MAD ” ณ บ้านเลขที่ 2 Columbus Circle ด้านใต้ของ วงเวียนโคลัมบัส หัวมุมตะวันตกของ Central Park ที่ตกเป็นหัวข้อของการโต้แย้งอย่างเมามันกันมาตั้งแต่ปี 1996 ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไป ซึ่งเสียงตอบรับที่ได้กลับมาคือ “ แหวะ !” … What?

เรื่องของเรื่องคือ อาคารพิธภัณท์แห่งนี้สร้างครอบลงบนอาคารที่หลายคนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาคารที่เป็น Iconic Building ของสถาปัตยกรรมในช่วง Late Modernism ซึ่งจะว่าไปก็คงเป็นเหมือนหน้าต่างสู่อดีตที่เหลืออยู่เพียงอีกไม่กี่แห่งนัก แต่เรื่องของเรื่องคือ Iconic Building ที่ว่านี่จะเรียกว่าน่าเกลียดก็คงจะได้ ประมาณว่าอยู่ตรงกลางระหว่างความประหลาดกับความเป็นไอคอน จึงทำให้กลายเป็นเรื่องราวยืดเยื้อเถียงกันได้เถียงกันดีมาหลายปี

เจ้าอาคารที่ว่านี่ตั้งอยู่ ณ วงเวียนโคลัมบัส สร้างขึ้นในปี 1964 ออกแบบโดย Edward Durell Stone เป็นโครงสร้างแบบ Modernism สำหรับใช้เป็นที่แสดง Art Collection ของ Huntington Hartford ซึ่งเหมือนเป็นอาคารที่ถูกสาป เกิดเป็น Controversial กันมาตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยว่าหน้าตาของอาคารแอบมี accent ของอิสลามมิคอยู่ (ซึ่งก็รู้ ๆ กันว่าที่นี่รักอิสลามแค่ไหน) หลังจากนั้นอาคารที่ออกแบบมาเพื่อเป็นแกลอรี่แห่งนี้ อยู่ดีๆก็ดันถูกเปลี่ยนมาใช้เป็น Headquarter ของ City's Cultural Affair Department อีก ซึ่ง Function ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันอยู่เลย แต่เนื่องด้วยว่าเป็นอาคารที่ออกแบบโดย Stone ซึ่งเป็นสถาปนิกคนสำคัญที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงต่องานสถาปัตยกรรมในช่วงปลายยุคโมเดิร์น ทำให้รู้สึกลังเลไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับมันดี เลยปล่อยทิ้งไว้เปล่าๆเมื่อ City's Cultural Affair Department ย้ายออกไป ซึ่งก็ไม่ได้มีใครพูดถึงหรือให้ความสนใจอะไรกันอีก จนกระทั่ง Museum of Art and Design ประกาศแผนการย้ายขยายพิพิธภัณท์มาอยู่ที่นี่ พร้อมกับโครงการปรับปรุงหรือรื้ออาคารทิ้งสร้างใหม่ในปี 1996 ก็กลับมาเกิดเรื่องขึ้นอีก อย่างว่าก็เหมือนเวลาต้องโยนขยะสมัยวัยรุ่นเปรี้ยวๆเก่าๆทิ้ง แต่ก็ทำไม่ลง ทั้งๆที่ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไมและที่สำคัญกว่าคือไม่รู้จะเอาไปซุกไว้ที่ไหน แต่ก็อดไม่ได้ต้องเก็บไว้เพื่อระลึกถึงความน่าละอายในอดีต


อาคารเก่า

แต่หัวข้อหลักในการโต้แย้ง ที่สำคัญพอๆกับว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอาคาร คือเรื่องที่เทศบาลนิวยอร์คตัดสินใจทำอะไรลงไปโดยไม่ฟังเสียงความเห็นความต้องการของชาวเมือง โดยเฉพาะชาวเมืองตัวใหญ่เสียงดัง ซึ่งประกอบด้วยสถาปนิก อาร์ติส นักวิจารณ์ขาใหญ่เช่น Robert A.M. Stern, Frank Stella, Chuck Close, Nicolai Ouroussoff (New York Time Architecture critic) ฯลฯ ที่ออกมาคัดค้านขอให้จดทะเบียนขึ้นเป็นอาคารอนุรักษณ์ หรืออย่างน้อยก็จัด Public Hearing ขึ้นมาให้ชาวเมืองได้ออกเสียงกัน แต่เทศบาลก็ไม่ทำ กลับตัดสินใจอณุญาติให้ทำการปรับปรุงอาคารตามแผน MAD ไปซะอีก

ก่อนอื่นต้องหันมาดูที่ตัวอาคารเก่ากันหน่อย ตัวอาคารที่ว่านี่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมทึบ ผิว Marble Clad ตัดขอบด้วย Venetian Motif เจาะเป็นหน้าต่างสูงหน้าตาเหมือนพวก Venetian Palazzo บนส่วนยอดตึก และสิ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สุดคือช่วงเสาทางเดินหัวเสาหกเลี่ยม หน้าตาเหมือนอมยิ้มรอบอาคาร ซึ่งองค์ประกอบที่ว่านี่ได้สร้าง Facade หน้าตาไม่ธรรมดาขึ้นมา และ Facade นี่ล่ะที่เป็นเสมือนหัวใจของตึก ทำให้อาคารนี้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของวงเวียนโคลัมบัส และทำให้ภาพของวงเวียนแห่งนี้ติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน (อารมณ์เหมือนตึกเก่าๆแปลกๆสีแดงๆที่เคยเป็นโรงเรียนสอนภาษาที่สยามสแควร์ ที่ไม่แน่ใจว่ามันเป็นตึกอะไร ไม่รู้ว่าสวยหรือเปล่า แต่จำมันได้และรู้สึกว่ามันทำให้นึกถึงยุคๆหนึ่งยังไงก็ไม่รู้ ) และด้วยหน้าตา unique ของ Facade นี่เอง อาคารจึงได้ชื่อเล่นว่า “Lollipop Building” อาคาร Iconic ที่เป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลาย

ขอย้อนกลับมาพูดถึง Edward Durell Stone สถาปนิกอเมริกัน Modernist คนดังของทศวรรษที่ 20 ที่ว่าเป็นผู้ออกแบบตึกอมยิ้มแห่งนี้ ช่วงนั้น Stone เค้าเริ่มเบื่อในความงามแข็งๆซ้ำๆของ Modernist เค้าจึงเริ่มทดลองสิ่งใหม่ๆ โดยการนำเอาองค์ประกอบลวดลายชดช้อยและสิ่งประดับจุ๊กจิ๊กเข้ามาผสม เติมความอบอุ่นและความ personal ให้กับงานโมเดิร์น เกิดเป็นสไตล์ idiosyncratic ขึ้นมา ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นเป็นช่วงรอยต่อระหว่างโมเดิร์นกับโพสต์โมเดิร์น จะว่าไปช่วงทศวรรษที่20นี่คงเป็นช่วงดวงตกของ Stone เพราะงานของเค้าหลายๆที่จะถูกปรับปรุง รื้อทิ้งเละเทะไปหมด แต่มองในแง่ดีก็คือคนเลยหันกลับมาสนใจในงานของเค้ากันใหม่ และพยายามหาวิธีเก็บรักษางานของเค้าไว้ไม่ไห้ถูกทำลายหายไปหมด แต่อันที่เสียงดังสุดก็คงจะเป็นที่โคลัมบัสเซอร์เคิลนี่ล่ะ

จนเมื่อแผนของ MAD ผ่านการอนุมัติจากเทศบาล ความกดดันทั้งหมดก็มาตกลงที่ Brad Cloepfil สถาปนิกผู้ได้รับทั้งโอกาสและอุปสรรคไปพร้อมๆกัน มีภาระสำคัญในการออกแบบอาคารใหม่ ที่ยังคงซึ่งวิญญาณของความเป็น Iconic นี้ไว้อยู่ และในขณะเดียวกันก็สามารถสร้าง magic ที่จะทำให้ทุกคนอ้าแขนยอมรับในตัวตนใหม่ของอาคารได้ สาเหตุที่งานนี้ตกลงมาที่ Cloepfil อาจเป็นเพราะว่าสไตล์การออกแบบของเค้าน่าจะเรียกได้ว่าเป็น classic modernist revival ซึ่งฟังดูก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เซฟสำหรับงาน challenge นี้

อย่างที่กล่าวข้างต้น เอกลักษณ์ของอาคาร 2 Columbus Circle นี่คือตัว Facade ช่องเปิด Venetian บนกล่องทึบ และช่วงเสาอมยิ้ม ไอเดียของ Cloepfil คือเก็บรูปร่างและ Mass เดิมนี้ไว้ และพยายามที่จะรักษาความป็นตึกประวัติศาสตร์คู่ใจของวงเวียนแห่งนี้

เริ่มจาก skin Cloepfil เลือกใช้กระเบื้องดินเผา( Terra Cotta ) แผ่นเล็กมันสีขาวอมเทา วัสดุโบร่ำโบราณที่ยังคงสร้าง Effect โมเดิร์นได้อยู่ ซึ่งนอกจากจะมีส่วนคล้ายกับวัสดุดั้งเดิมของอาคารที่เป็นหินอ่อนสีเหลือบแล้ว Terra Cotta ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับ MAD ที่จุดกำเนิดเป็น Museum of Contemporary Craft มาก่อนที่จะโตเป็น Contemporary of Art & Design ซึ่งก็ยังคงเน้นส่งเสริมงาน craft-based และ hand-manipulated Media อยู่ โดยอาคารใหม่นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ในการเปิดตัวก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของพิพิธภัณท์

องค์ประกอบที่ Cloepfil ตั้งใจจะใช้เป็นไม้เด็ดคือเส้นริบบินกระจกกันความร้อนกว้าง2ฟุต วิ่งซิกแซกสร้างช่องเปิดบนผนังทึบ แบ่ง Facade เป็น2ซีก สร้างกรอบให้แกลอรี่ในส่วนที่ผนังและเพดานมาชนกัน โดยเส้นกระจกจะตัดต่อเข้าไปในพื้น เพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่าง exterior และ interior ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์ คือเปิดให้แสงส่องเข้าไปในแกลอรี่ได้หลายมุมแล้ว เส้นที่ว่านี่ควรจะสามารถสร้างความประทับใจ เป็นที่น่าจดจำได้ แต่ทว่า...นักวิจารณ์ทั้งหลายกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เสียงตอบรับที่กลับมาคือหลายคนกล่าวหาว่า Cloepfil ทำงานเซฟ น่าเบื่อ ซ้ำร้ายยังออกมาดูประหลาดไม่ลงตัวอีกต่างหาก หน้าตาเหมือน Telephone Transformer Station เลย แต่จะพูดอย่างไรดี ก็ทุกคนมีทัศนคติแย่ๆต่ออาคารสร้างใหม่นี่อยู่แล้วว่าทำไงก็ไม่ดีเท่าของเก่า ทำให้รู้สึกว่าความเห็นไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรนัก

ที่โหดที่สุดคงจะเป็นนักวิจารณ์สถาปัตยกรรมคนดังของ NY Times “ Nicolai Ouroussoff ” ตัวตั้งตัวตีในการประท้วงเทศบาล ที่ Comment ว่า ถึงแม้ว่าผังอาคารและ Circulation ใหม่นี้ จะทำให้สามารถขยายพื้นที่ใช้สอยในที่จำกัดได้ การเพิ่มช่องเปิด จะทำให้มองเห็นวิวบรรเจิดด้านนอกและได้แสงที่ดีกว่าเดิมในส่วนแกลอรี่ แต่... การเลือกใช้ skin ของ Cloepfil ทำให้ตึกดู Sterile ส่วนช่วงเสา lollipop identity ของอาคาร ที่ Cloepfil เลือกที่จะเก็บโดยการห่อมันไว้ด้วยกระจก ทำให้เสาที่เคยเป็นสีสันของอาคารดูจืดและตาย เหมือนกับพวกศพที่ถูกดองไว้ในขวดโหล เส้นกระจกริบบินที่ว่าก็ดูประหลาดและอ่อนแอจนเหมือนจะมีไว้ประดับประดา มากกว่าที่จะเป็น Highlight ของงาน(อันนี้อาจจะจริงเพราะถ้าอยู่ข้างในจะมองเห็นข้างในโครงสร้างของ Facade ลอยเต่ออยู่บนช่องเปิดแคบๆ ดูเหมือนเป็นความผิดพลาดมากกว่าความตั้งใจ ส่วนเส้นที่ต่อเนื่องมาที่พื้นก็นึกว่าใส่เข้ามาสวยๆ และตั้งแต่วันเปิดนี่ กระจกบางส่วนเริ่มแตกซะแล้ว ถ้าไม่ได้อ่านสัมภาษณ์ของสถาปนิกก็คงไม่ทราบว่าเป็นเส้นที่ต่อเนื่องมาจากด้านนอก) นอกจากนั้น Ouroussoff ยังพูดอีกว่า “ งาน detail ห่วยๆเล็กๆนี่ล่ะที่เป็นส่วนสำคัญในการถ่ายทอดความคิด แสดงกึ๋นของผู้ออกแบบ และสร้าง Impact ให้กับงาน และเป็นสิ่งที่ทำให้งาน Pedestrian Work ต่างจากงาน Serious Architecture” แรงไหมล่ะ เค้าเคยพูดถึงขั้นว่าอาคารใหม่นี่น่าจะอยู่ในรายชื่ออาคารที่สมควรทุบทิ้งแห่งทศวรรษ...

งาน MAD นี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนา Columbus Circle ของเทศบาลนิวยอร์ค จากเดิมที่เคยเป็นวงเวียนจราจรธรรมดาให้กลายเป็น Node สำคัญอีกจุดของเมืองโดยการใส่โครงการยักษ์ใหม่เข้ามารอบๆ เช่นตึก Time Warners (โดย SOM ) คอมเพล็กซ์ ชอปปิ้ง ที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน ซึ่งนิวยอร์เกอร์เก่าๆทั้งหลายรู้สึกว่าเป็นความคิดตื้นๆ ที่จะทำลายความคลาสสิคแบบเรียบๆของวงเวียนโคลัมบัส ด้วยความเห็นแก่เงินสักแต่ว่าจะดึงดูดใจนักท่องเที่ยว สร้างคำถามขึ้นมาว่าเทศบาลเอาอะไรมาเป็นเครื่องวัดในการตัดสินใจ ? ซึ่งเหมือนว่าจะเป็นส่วนผสมระหว่างการเมืองและเรื่องของรสนิยม เป็นเรื่องของ Taste VS Historic Merit แต่ก็อย่างว่า ต่างจากเมืองอื่นๆ ความเป็น Urban Incoherent นี่ล่ะที่ทำให้นิวยอร์คเป็นนิวยอร์คอยู่ได้ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจเลือกระหว่างความสำคัญทางประวัติศาสตร์กับความงาม เพราะเส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนี่เบาบางเหลือเกิน... แต่นี่ล่ะมั้งที่ประชาพิจารณ์น่าจะช่วยได้ เพราะอย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมตัดสินใจ ผลออกมาจะชั่วดียังไงก็รับได้เพราะเลือกเองนิ ฮืม....ถ้าลองคิดเล่นๆดูเกิดมีคนคิดจะทุบตึกช้าง ตึกหุ่นยนต์ในกรุงเทพฯทิ้ง จะมีคนว่าอย่างไรบ้างล่ะนี่ ?


ภาพวาดบรรยากาศ Columbus Circle สมัยก่อน

ดูรูปเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานนี้จาก flickr.com ที่นี่ ครับ

ขอบคุณเพื่อนยืดและตั้มสำหรับรูปและบทความของงานนี้ครับ

     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา