Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews & Lectures
Book Reviews

   
Project : Broad Contemporary Art Museum at Los Angeles County Museum of Art
Location : Los Angeles, California, USA
Architect : Renzo Piano
Photos by : Tor

อย่างที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วครั้งหนึ่งเกี่ยวกับ Broad Contemporary Art Museum (BCAM) แห่งนี้เมื่อปลายปีที่แล้วนะครับ
ซึ่งอาคารนี้เป็นเหมือนส่วนต่อเติมของ Los Angeles County Museum of Art หรือ LACMA ออกแบบโดย Renzo Piano
สถาปนิก Italian คนหนึ่งที่ได้รับรางวัล Pritzker Prize ขอเล่าประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับโครงการนี้นิดหนึ่งก่อน คือเมื่อประมาณปี
2001ทาง LACMA ก็ได้มีโครงการที่จะต่อเติม museum ของเขา ซึ่งเขาก็ได้เชิญสถาปนิกชั้นนำมา 5 รายมาประกวดแบบกัน
ซึ่งผู้ที่ชนะประกวดแบบตอนนั้น คือ บริษัท OMA ของ Rem Koolhaas ซึ่งเขาได้บอกว่า ตึกเก่าๆที่มีอยู่แล้วหลายตึกของ
LACMA นั้นเกินที่จะเยียวยา แบบที่เขาเสนอคือ รื้อตึกเก่าทั้งหมดออก แล้วสร้างตึกใหม่ซึ่งชั้นบนสุดนั้นเป็นโครงสร้างแบบ Fabric
Structure ซึ่งท้ายที่สุดแล้วแบบนี้ก็ไปไม่ถึงดวงดาว เพราะว่างบประมาณค่าก่อสร้างนั้น แพงเกินเหตุ ต่อมาทาง LACMA จึงได้
ไปเชิญ Renzo Piano มาออกแบบ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า Renzo Piano นั้นมีประสบการณ์ในการออกแบบส่วนต่อเติม
ของ museum หลายๆแห่งในอเมริกามาแล้ว เช่น High Museum ที่ Atlanta, Nasher Sculpture Center ที่ Dallas เป็นต้น



ปัญหาของอาคารเดิมที่มีอยู่ของ LACMA นี้คือ มีอาคารอยู่หลายหลัง แต่ละหลังก็สร้างในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งก็มีรูปแบบที่แตก
ต่างกันไปกันคนละเรื่องเลยนะครับ อีกทั้งการวางผังภายในอาคารที่ค่อนข้างสับสน คือ เดินข้างในแล้วเหมือนกับอยู่ในเขาวงกต
ผู้ใช้อาคารบางทีแทบที่จะไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ตรงส่วนไหนของตึก และ อีกปัญหาคือ มีอาคารนิทรรศการและสำนักงานอีกหนึ่งหลัง
ซึ่งอยู่แยกออกไปจากตัวกลุ่มอาคารอื่นๆ มีอาคารที่จอดรถคั่นอยู่ตรงกลาง ทำให้ขาดการเชื่อมต่อในส่วนของ museum ทั้งหมด
วิธีการแก้ปัญหาของ Renzo Piano คือ อาคารเดิมๆที่มีอยู่นั้นก็จะเก็บไว้อย่างเก่าเพื่อประหยัดงบในการก่อสร้าง และ จะได้ไม่ต้อง
มีการปิด museum เป็นปีๆ เพื่อรอก่อสร้างใหม่ แต่เขาจะรื้ออาคารที่จอดรถเดิมที่เป็นตัวขวางกลางออก และสร้างที่จอดรถใหม่ใต้ดิน
2 ชั้น และเขาได้ออกแบบส่วนประกอบใหม่ซึ่งหลักๆก็มี
1. Entrance Pavilion ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะทำให้เป็นเหมือนทางเข้าหลักแห่งใหม่ของ museum
2. Concourse เป็นทางเดินเชื่อมระหว่างกลุ่มอาคารที่กระจัดกระจายต่างๆ
3. Broad Contemporary Art Museum เป็นอาคารนิทรรศการหลังใหม่ ซึ่งแสดงเฉพาะศิลปะร่วมสมัยโดยเฉพาะ


Site diagram


Entrance Pavilion รถดับเพลิงนั้นเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ของจริง

ทีนี้มาดูกันที่หัวใจของโครงการนี้บ้างคือ Broad Contemporary Art Museum ซึ่งเขาก็ตั้งชื่อตามผู้ที่บริจาคเงินจำนวนเยอะ
สุดในการก่อสร้างอาคารนี้คือ Eli และ Edythe Broad สองสามีภรรยา ที่นอกจากจะช่วยออกตั้งสร้างแล้ว ยังให้ยืมชิ้นงานศิลปะ
หลายๆงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาแสดงอีกด้วย (ตอนแรกเขาว่าจะให้ LACMA ไปเลย แต่ตอนหลังๆเปลี่ยนใจมาเป็นให้ยืม ซึ่งทำให้
ทาง LACMA ค่อนข้างผิดหวังเป็นอย่างมาก) อาคารหลังนี้ก็เพิ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 08 นี้
วันเปิดงานก็มีพวกคนสำคัญของแอลเอมากร่วมงานกันเป็นจำนวนมากเช่น Arnold Schwarzenegger ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐ
อยู่ขณะนี้ และ ดารา นักร้อง มากมาย เช่น TomKat (Tom Cruise & Katie Holmes), Dustin Hoffman,
Lionel Richie ส่วนศิลปินก็เช่น Damien Hirst, Ellsworth Kelly, Jeff Koons ซึ่งผลงานของพวกเขาก็มีอยู่ในอาคารหลัง
ใหม่แห่งนี้


The Spider

แนวความคิดของอาคารนี้ ส่วนหนึ่งนั้น Renzo Piano ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาคาร Pompidou Center ที่เขาออกแบบ
ที่ Paris ประเทศฝรั่งเศส โดยแสดงออกมาตรงส่วนที่เขาเรียกว่าเป็น The Spider คือบริเวณบันไดหลักของอาคาร จากตรง
Entrance Pavilion นี้ ผู้เขาชมจะต้องขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งมีความยาวประมาณถึง 30 เมตร ขึ้นไปที่ชั้นสามของอาคารก่อน
ซึ่งเมื่อขึ้นไปถึงตรงชานพักของชั้นที่สามนี้ ก็ใช้เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของ แอลเอ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เมื่อเดินเข้าสู่ตัวอาคาร
สิ่งแรกที่เห็นคือ ลิฟท์แก้วขนาดมหึมา ประมาณ 3 เมตร คูณ 7 เมตร และสูง 5 เมตร ส่วนผนังของช่องลิฟท์นั้นเป็นผลงานศิลปะของ
Barbara Kruger ซึ่งผู้เขาชมในลิฟท์ก็จะได้ชมผลงานไปขณะที่ลิฟท์เคลื่อนที่ไปด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ ที่วันที่ผู้เขียนไปนั้น
ลิฟท์นี้มันคงเสียอยู่ เลยอดได้เข้าไปลองใช้ดู จากตรงโถงทางเข้าหลักนี้ ตัว hall หลักๆก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ซ้ายกับขวา ซึ่งเขาว่าเป็น
โถงแสดงศิลปะที่มีช่วง span เสากว้างที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา หลังคาของส่วนนี้จะเป็นกระจกทั้งหมด โดยที่มีตัวแผงกันแดด
และ ม่านกันแดด คอยควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้ามาในส่วนแสดงศิลปะนี้อีกที ผลงานศิลปะที่โชว์บนชั้นนี้ก็มีของศิลปินแนว Pop
Art เช่น Andy Warhol (พวกรูปกระป๋องซุป Campbell และรูป Marilyn Monroe), และก็ Roy Lichtenstein เป็นต้น
หลังจากชมงานบนชั้นสามเสร็จแล้ว วิธีที่จะลงไปสู่ชั้นสองได้ตอนนี้ก็คือ หนึ่งใช้ลิฟท์ตัวเล็ก ซึ่งมีอยู่อันเดียว เพราะว่าลิฟท์ยักษ์มันเสีย
หรือ สอง ต้องเดินออกมานอกอาคารไปตรงบันไดหลัก เพราะตึกนี้ไม่มีบันไดภายในอาคารครับ


ภายแอบถ่าย(เพราะเขาไม่อนุญาตให้ถ่าย) ภายใน hall ตรงชั้นสาม

มาตรงชั้นสองก็จะมีงานของศิลปิน เช่น Damien Hirst ศิลปินชาวอังกฤษ ซึ่งทำงานศิลปะที่เป็นที่โต้เถียงกันว่า มันเป็นศิลปะหรือ
อะไรกันแน่ ซึ่งงานเด่นในนี้ก็คือ "Away From the Flock" ซึ่งเป็นแกะซึ่งถูกแช่อยู่ในฟอร์มาลีนในกล่องกระจก อีกงานเป็นการเอา
ปีกผีเสื้อจำนวนมากมาเรียงต่อกันเป็นเหมือนหน้าต่าง stainglass ขนาดใหญ่ และอีกงานซึ่งน่าสนใจคือ
เขาทำเป็นห้องทดลองกล่องกระจกสองชั้น บรรยากาศภายในมีต้นไม้กระถางอยู่เต็มไปหมด มีโต๊ะทดลองหนึ่งตัว และ มีหุ่นซึ่งเหมือน
คนมากๆใส่ชุดนักทดลองกำลังส่องกล่องจุลทรรศน์อยู่ ซึ่งขณะที่คนกำลังไปจ้องดูภายในนี้ เจ้าหุ่นนี้มันก็เงยหัวขึ้นมา แล้วก็กระพริบตา
กระดิกเท้า ซึ่งทำให้คนที่กำลังจ้องดูอยู่ตกใจไปตามๆกัน ภายในนั้นสังเกตได้ว่า เขาได้ใส่ผีเสื้อที่มีชีวิตจริงๆเข้าไปด้วย ผมเลยไปถาม
คนที่เขาคุมห้องนี้อยู่ว่า เขาได้มีการเอาต้นไม้ออกไปตากแดดยังไง และ ผีเสื้อมันมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เพราะดูเหมือนกล่องกระจกนี้ปิดตาย เขาก็บอกว่าทุกสองสามวันเขาก็จะมีการเปลี่ยนเอาต้นไม้เก่าออก และ ประมาณอาทิตย์ละครั้ง
เขาจะนำผีเสื้อใหม่ๆเป็นจำนวนมากมาใส่ไว้ในนี้ ว่าแล้วเข้าก็พาไปดูตรงจุดที่มันสามารถเปิดเข้าไปในกล่องกระจกนี้ได้ ซึ่งหลังจาก
ชมงานของ Damien Hirst นี้แล้ว ก็ไม่แน่ใจว่า สัตว์และแมลงกี่ตัวต้องสังเวยชีวิต เพื่องานศิลปะของเขานะครับ
งานศิลปะหลายๆงานในชั้นนี้ ดูแล้วค่อนข้างออกไปทางสยองๆ และ หลอนๆ เสียมากกว่า อีกงานที่น่าสนใจคือ "Under the
Table" ของ Robert Therrien ซึ่งเป็นเหมือนชุดโต๊ะกินข้าว เพียงแต่ว่าขนาดใหญ่ท่วมหัว ให้คนเดินเข้าไปดูข้างใต้โต๊ะเล่น
ว่ามีความรู้สึกอย่างไร


บันไดภายนอกซึ่งใช้เป็นทางสัญจรหลักระหว่างชั้น

ลงมาถึงชั้นล่างสุด ซึ่งทั้งสอง hall นั้นแสดงปฏิมากรรมขนาดใหญ่ของ Richard Serra ซึ่งเป็นแผ่นโลหะขนาดใหญ่นำมาขดๆ
ไปมา ให้คนเข้าไปเดินเล่นได้ภายใน ซึ่งชั้นนี้ก็มีชิ้นงานอยู่เพียงแค่สองชิ้นเท่านั้น เป็นการจบการชม museum นี้อย่างไม่ค่อยน่า
ตื่นเต้นเท่าไหร่ในแง่ชิ้นงานศิลปะ อาจจะเป็นเพราะว่างานที่น่าสนใจที่สุดไปรวมอยู่ที่ชั้นหนึ่ง และ ชั้นสองแล้วก็เป็นได้


ปฏิมากรรม "Band" โดย Richard Serra

สรุปว่างานนี้ของ Renzo Piano ก็ได้แก้ไขปัญหาที่ทาง LACMA มีอยู่ไปได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ ในสายตาของผู้บริหาร LACMA
ผู้ให้สนับสนุนทางการเงินตัวหลัก และศิลปิน เห็นได้จากสื่อที่ได้อ่านมานะครับ เนื่องจากเขาต้องการกล่องสี่เหลี่ยมเรียบๆง่ายๆเพื่อ
แสดงผลงานเขา ไม่ใช่ให้ตัวสถาปัตยกรรมมาข่มตัวผลงาน แต่ว่าในสายตาของนักวิจารณ์ สถาปนิก และ เพื่อนๆที่ทำงาน
อยู่ในออฟฟิสนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบงานนี้เท่าไหร่ นักวิจารณ์บางท่านบอกว่า "Piano out of tune" (เปียโนเสียงเพี้ยน)
เป็นผลงานชิ้นที่แย่ของ Piano บ้าง เรียบง่ายเกินไปบ้าง แล้วท่านหลังจากได้ดูรูปในหน้านี้แล้ว มีความคิดเห็นอย่างไร e-mail
มาคุยกันได้ครับ

เว็บไซต์ของ latimes อันนี้ อธิบายถึงส่วนประกอบต่างๆของ museum แห่งนี้เป็น flash animation ได้เป็นอย่างดีมาก
แนะนำให้เข้าไปลองชมดูครับ


มุมมองจาก The Spider ไปสู่โถงทางเข้าหลักของแต่ละชั้น


แผนผัง


ผนังภายนอกบุด้วยหิน Travertine จากประเทศอิตาลี


Entrance Pavilion


ทางเดินไปสู่ตึกเก่า ไปสู่รูปข้างล่าง


ตรงส่วนนี้ของตึกเก่าเขาเพิ่ม grand stair เข้าไป และ ปฏิมากรรมขนาดยักษ์


ใหญ่แค่ไหนลองเทียบดูกับคนครับ


ย้อนกลับมาที่ entrance pavilion อีกครั้ง กับปฏิมากรรม "Tulip"


บันไดเลื่อนขึ้นไปสู่ชั้นสาม


จากตรงนี้มองไปที่หลังคาของส่วน entrance pavilion จะเห็นแผง solar panel ซึ่งเป็นตัวช่วยจ่ายไฟให้กับ museum
ได้บ้าง


ตรงชานพักชั้นสามนี้ไว้เป็นจุดชมวิวได้


แอบถ่ายภายในอีกรูปตรงห้องแสดงงาน Roy Lichtenstein


สังเกตหลังคากระจกที่เป็น fritted glass คือ มีแถบเซรามิคในกระจกเพื่อช่วยกรองแสงอีกชั้นหนึ่ง


แอบถ่ายไปที่ลิฟท์ยักษ์ซึ่งเสียอยู่


โถง exhibit ชั้นหนึ่ง


ช่องลิฟท์ยักษ์


ลิฟท์ลงไปสู่ที่จอดรถใต้ดิน


detail


concourse


แผงกันแดดบนหลังคา ซึ่งจะกันแสงจากทางทิศใต้ และเปิดรับแสง indirect light ทางทิศเหนือ แต่ในช่วงฤดูหนาว
แสงอาทิตย์จะเข้ามาทางทิศเหนือบ้างโดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น เข้าจึงออกแบบให้มีม่านที่จะช่วยกรองแสงได้อีกครั้ง
ในบางช่วงเวลาของวัน


ช่องแสงธรรมชาติตรงชั้นหนึ่ง


detail ของบันได


detail


detail ส่วนนี้เขาออกแบบอย่างนี้น่าจะเพราะว่า LA นี้มีแผ่นดินไหว จึงต้องทำให้ส่วนบันไดเลื่อนนี้ขยับได้บ้างตอนเกิดแผ่นดินไหว


cafeteria


detail การแขวนไฟ


detail การจบของผนังหินวางลงบนคานเหล็กก่อนที่จะถึงพื้นดิน


งานศิลปะ "Urban Light" โดย Chris Burden เป็นการรวบรวมเอาโคมไฟถนนโบราณๆของ LA มาซ่อมแล้วมารวมกันไว้ที่นี่


มุมมองจากตึกเก่า


ตรงนี้เป็นจุดที่เด็กๆจะชอบมาก คือ มาวิ่งเล่นซ่อนแอบกัน


บันไดด้านข้างนี้เป็นบันไดหนีไฟโดยเฉพาะ โดยทั่วไปแล้วจึงไม่มีการใช้งาน (ถ้าไฟไม่ไหม้)


BP Grand Entrance


The Spider ยามค่ำคืน


จุดชมวิวยามค่ำคืนของ LA

ขอขอบคุณที่ติดตามดูมาจนจบครับ

     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา