Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews & Lectures
Book Reviews

   
Project : Griffith Observatory 's Restoration
Location : Los Angeles, California, USA
Architect : Pfeiffer Partners Architects และ Levin & Associates Architects
Photos by : Tor [ 73 photos]

สวัสดีครับ คราวนี้ทางเว็บเราจะพามาชมโปรเจคที่เป็นการซ่อมแซม ปรับปรุง และ เพิ่มเติม อีกโปรเจคหนึ่ง หลังจากที่ได้นำเสนอ Getty Villa ซึ่งเป็นโปรเจคลักษณะคล้ายๆกันไปแล้ว ซึ่งงานนี้ก็คือ Griffith Observatory หรือ หอดูดาวนี่เอง ก่อนจะพูดถึงอาคารนี้ ก็จะขอแนะนำประวัติเกี่ยวกับอาคารนี้นิดหนึ่งก่อนนะครับ คือ ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว นาย Griffith J. Griffith (แปลกดี ชื่อเหมือนกับนามสกุล) นักธุรกิจใหญ่ได้บริจาคที่ดินขนาดมหึมาให้กับเมือง Los Angeles ซึ่งตอนนี้ที่ดินนั้นก็คือ Griffith Park สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของแอลเอ เนื่องด้วย Griffith เป็นคนที่มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่อง ท้องฟ้า ดวงดาว และ อวกาศเป็นอย่างมาก เขาก็มีความคิดที่ว่าน่าจะมีหอดูดาวสาธารณะที่เปิดให้ผู้คนทั่วไปมาใช้ได้ ก่อนที่เขาจะตายนั้นเขาได้เขียนไว้ในพินัยกรรมว่า เขาจะให้เงินส่วนหนึ่งมาสร้างอาคารหอดูดาว (observatory) และท้องฟ้าจำลอง (planetarium) หลังจากเขาตายไปเป็นเวลาหลายปี ทางสถาปนิกและนักดาราศาสตร์ก็ได้ร่วมมือกันออกแบบอาคาร Griffith Observatory นี้ขึ้นมา โดยรูปแบบของอาคารเป็นแบบผสมผสานกันระหว่าง Art Deco, Moderne, Greek Revival และ Beaux Arts และ ได้เปิดใช้งานเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1935 หลังจากนั้นก็มีผู้เข้าไปเยี่ยมชมอาคารหลังนี้เป็นจำนวนมาก คาดว่ามีถึง 70 ล้านคน ตั้งแต่เปิดใช้งานมา และ เราก็อาจจะเคยเห็นอาคารหลังนี้อยู่ในหนัง Hollywood หลายๆเรื่อง ซึ่งเรื่องล่าสุดที่ผมเห็นก็คือ Charlie's Angels ภาคที่ Demi Moore เล่นเป็นตัวโกงนั่นแหละครับ
หลังจากที่เปิดให้บริการมาเกือบ 70 ปี เขาก็มีการปิดเพื่อที่จะปรับปรุงในปี 2002 เนื่องมาจาก หลังคาของส่วนท้องฟ้าจำลองซึ่งรั่วหลายจุด สภาพทั้งภายนอกและภายในของอาคารที่ทรุดโทรมมาก ระบบปรับอากาศที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีความต้องการที่จะเพิ่มพื้นที่ในส่วน exhibition เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมได้รับประสบการณ์จากการมาเยี่ยมหอดูดาวแห่งนี้ ได้ดียิ่งขึ้น

ทีนี้การที่จะเพิ่มพื้นที่ exhibition ไปในพื้นที่ที่เป็นอาคารอนุรักษ์นั้น เขาก็มาคิดกันว่าจะทำยังไงให้มันรบกวนอาคารเก่าให้น้อยที่สุด ซึ่งผลก็ออกมาว่าเขาจะสร้างส่วน exhibition ใหม่ไว้ใต้ดินทั้งหมดครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการยากลำบากพอสมควร เพราะต้องมีการขุดลงไปข้างใต้ฐานรากของอาคารเก่า และ มีการค้ำโครงสร้างอาคารเดิมไว้ด้วยแม่แรงไฮดรอลิก โครงสร้างของอาคารเดิมเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และตัวโดมตรงส่วนท้องฟ้าจำลองก็เป็น concrete shell หุ้มด้วยแผ่นทองแดง โดยที่ไม่มี waterproof membrane (วัสดุกันน้ำ) กั้นระหว่างตัวคอนกรีต การทำการปรับปรุงครั้งนี้ เขาจึงรื้อแผ่นทองแดงเดิมออก แล้วใส่ waterproof membrane แล้วก็ถึงจะใส่แผ่นทองแดงกลับเข้าไป ส่วนโครงสร้างของอาคารใต้ดินนั้น เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบพาดช่วงยาว เพราะไม่ต้องการให้มีเสาเกะกะในบริเวณ exhibition เพราะฉะนั้นคานคอนกรีตตรงส่วนนี้จึงมีขนาดมหึมาทีเดียว


Depth of Space Exhibition

พื้นที่ต่อเติมชั้นใต้ดินนี้ก็ประกอบไปด้วย Edge of Space Exhibition ซึ่งพูดถึงพวกดาวตก ทั้งหลาย คนที่โดนดาวตกตกใส่ (ซวยจริงๆ) Event Horizon Theater ซึ่งเป็นโรงหนังไว้ฉายเกี่ยวกับความเป็นมาและขั้นตอนการปรับปรุงของสถานที่แห่งนี้ อีกทั้งยังใช้เป็นสถานที่จัดอบรมทางดาราศาสตร์อีกด้วย
เมื่อลงมาจากตรงส่วนนิทรรศการด้านบนก็จะเป็นส่วน Depth of Space Exhibition ซึ่งพื้นที่ตรงนี้จะเป็น hall ขนาดใหญ่สูงสองชั้น หรือ double space ขึ้นไป ซึ่งสิ่งที่เขานำมาแสดงตรงนี้ก็มี The Big Picture ซึ่งเขาว่าเป็นภาพถ่ายดวงดาวต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดยาวประมาณ 50 ม.สูง 6.50 ม. นอกจากนี้ยังมี Exhibition เกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาล และ ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับแต่ละดาว ซึ่งการจัดวางตรงนี้เขามีไอเดียที่ดีทีเดียวคือ เขามีการเปรียบเทียบขนาดของดาวต่างๆ โดยการเริ่มจากขนาดของ Event Horizon Theater นั้นเป็นขนาดของดวงอาทิตย์ แล้วก็มีการจัดแสดง display ของดาวอื่นๆ ไล่มาตามลำดับจากดาวพุธ ไป จนถึงดาวพลูโต โดยที่เขาจะมีโมเดลเสกลขนาดที่เปรียบเทียบกับขนาดของดวงอาทิตย์ ติดตั้งเหนือที่ display เกี่ยวกับดาวนั้น (ทำให้ผมเพิ่งจะรู้ว่าดาวพลูโตนั้น ขนาดเล็กมากๆจริงๆเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ครับ)

หนังสือพิมพ์ LA Times ทำ diagram ภาพตัดและอธิบายส่วนต่างๆของอาคารนี้ทั้งเก่าและใหม่ได้ดีมาก download pdf ที่นี่ ครับ และ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาชมรูปกันเลยดีกว่า


มุมมองจากยอดเขาอีกยอดหนึ่ง ที่เขาเลือก site บนเนินเขานี้เพื่อที่หลีกเลี่ยงแสงสว่างจากตัวเมืองให้มากที่สุด ที่เห็นอยู่ไกลๆนั่นคือ downtown ของแอลเอครับ


มาดูส่วนประกอบของอาคารนี้บ้าง ที่อยู่ด้านหน้านั้นคือ ส่วนต่อเติมใหม่ซึ่งอยู่ใต้ดินซึ่งได้กล่าวไปแล้วด้านบน ซึ่งก็มี Event Horizon Theater, Edge of Space Exhibition, Depth of Space Exhibition, Cafeteria, Dining Terrace และ Shop ในส่วนตึกเก่านั้น ตรงโถงตรงกลางแสดง การแกว่งของเพนดูลัม ส่วนปีกขวาเป็น Hall of the Sky Exhibits, ทางซ้ายเป็น Hall of the Eye Exhibits และ ด้านหลังของอาคารนั้นเป็นท้องฟ้าจำลอง (Planetarium)


Plan ของอาคาร


Plaza ด้านหน้า ซึ่งทำ pattern เป็นเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาล


sculpture ด้านหน้านั้นเป็นรูปของพวกนักวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ที่สำคัญของโลก อย่างในรูปคือ กาลิเลโอครับ


นาฬิกาแดด ซึ่งบอกเวลาได้เที่ยงตรงมาก


เข้ามาตรงโถงตรงกลางของตึกเก่า


เพนดูลัม ซึ่งแต่ละที่ของโลกจะมีการแกว่งที่แตกต่างกัน


ทางด้านปีกขวาจะมีนิทรรศการเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ ที่เห็นในภาพคือภาพที่เขาส่องกล้องไปที่ดวงอาทิตย์กันแบบสดๆ


อันนี้ก็เป็นอีกกล้องที่จับภาพดวงอาทิตย์ ณ ขณะนั้นให้ดูกัน


เกี่ยวกับธาตุต่างๆ


อันนี้เป็นนิทรรศการทางด้านปีกซ้าย ซึ่งเกี่ยวกับแสง รังสี เลนส์ ต่างๆ


กล้องของกาลิเลโอ


ต้องออกมาต่อแถวด้านนอกเพื่อรอเข้าชมท้องฟ้าจำลอง ค่าเข้าชม $7 แต่ส่วนอื่นๆของอาคารนี้เข้าชมฟรีครับ


ภายในท้องฟ้าจำลอง ซึ่งที่นั่งสบายมาก เอนจนเกือบจะเหมือนที่นอนอยู่แล้ว ประกอบกับเสียงคนบรรยายซึ่งชวนเคลิบเคลิม ทำให้ท่านผู้ชมข้างๆผมนอนหลับ กรนเสียงดังลั่นเลย :-D


ภายนอกของ planetarium


อันนี้เป็นส่วนทำใหม่ ซึ่งเขาเรียกว่า transit corridor


ลองทายกันเล่นๆสิครับว่า ที่เห็นในภาพนั้นคืออะไร


หรือว่าเป็นแค่ sculpture เฉยๆ


เฉลย


มันคือเครื่องบอกราศี(Zodiac) ณ ตอนนี้ว่าอยู่ในช่วงราศีไหน เครื่องนี้จะทำงานแค่ช่วง 2-3 นาทีต่อวันเท่านั้น ประมาณเวลาเที่ยงๆ ซึ่งแสงแดดส่องผ่านรูลงมากระทบที่ sensor ที่ฝังอยู่ตรงแท่งที่เป็นโค้งๆนี้


แล้วก็ไปแสดงผลบนแผงด้านบน ซึ่งบอกว่าช่วงนี้อยู่ในราศี Gemini


ทางเข้าสู่ส่วนนิทรรศการใหม่ ก้อนในรูปนั้นคือแบบจำลอง time capsule ของชาวเมืองแอลเอเมื่อปี 1976 สำหรับคนปี 2076


Edge of Space Exhibition


ภาพของคนที่โดนดาวตก ตกใส่ เท่าที่มีรายงาน มีแค่คนเดียวในโลกครับ


Event Horizon Theater


ภายใน


ตรงชั้นนี้จะมีกล้องให้ส่องลงไปดู The Big Picture


มองลงไปตรง Depth of Space Exhibition โมเดลซึ่งแสดงขนาดของดาวในระบบสุริยะจักรวาล เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของ theater (ที่อยู่ตรงปลายสุด) ซึ่งเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ และ ผนังใหญ่ๆสีดำๆนั้นคือ The Big Picture คาดว่าที่เขาออกแบบให้หลายๆองค์ประกอบของส่วนนิทรรศการนี้เป็นสีดำ คงเพราะต้องการให้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในอวกาศ


ไอสไตน์กำลังนั่งมองนิ้วตัวเอง ซึ่งภาพของท้องฟ้าที่ถูกนิ้วบังตาเขาอยู่ นี้ได้กลายมาเป็นภาพ The Big Picture นี้เองครับ


คานคอนกรีตขนาดใหญ่


เขามีตาชั่งให้ชั่งเล่นว่าบนดาวต่างๆเราจะหนักเท่าไหร่ เช่น บนดวงจันทร์ผมจะหนักแค่ 20 กว่าปอนด์หรือ10 กว่ากิโลเอง (จาก 142 ปอนด์)


ผนังของส่วน theater


กล้องฉายภาพในท้องฟ้าจำลองอันเก่า Zeiss Mark IV


มาดูส่วน Cafeteria กันบ้าง "CAFE AT THE END OF THE UNIVERSE"


ที่นี่เสิรฟอาหารจากร้านของ Wolfgang Puck พ่อครัวชื่อเสียงระดับโลก แต่เป็นเวอร์ชั่นแบบฟาสท์ฟู้ด sandwich รสชาดไม่ต่างจาก sandwich ที่หาซื้อได้ตาม supermarket ทั่วไปเท่าไหร่


โครงสร้างเสาเหล็กมาเจอกับคานคอนกรีต


dining terrace


ร้านขายของที่ระลึก


ทางเดิมเชื่อมจากชั้นล่างไปสู่ส่วนของตึกเก่าชั้นบน ซึ่งหลังกระจกฝ้าโค้งๆนี้ก็คือส่วน cafe นี่เอง


โถงบันไดไปสู่ส่วนตึกเก่า


อันนี้คือกล้องที่คอยจับภาพพระอาทิตย์อยู่ตลอดเวลา


มาดูส่วนประกอบต่างๆภายนอกของอาคารกันบ้าง


พาหมามาชมวิวและดูดาว


ชื่อภาพ "ตูอยากตาย"


บรรยากาศยามใกล้มืด


ผู้คนเริ่มมาต่อคิวรอบนดาดฟ้าเพื่อที่จะใช้กล้องดูดาวซึ่งเก่าแก่กว่า 60 ปี ซึ่งพนักงานเขาก็เดินมาบอกอยู่เรื่อยๆว่า จากตรงปลายแถวนี้จะต้องรอประมาณ 45 นาที ถึงจะได้ดู ซึ่งตรงข้างล่างก็มีกล้องแบบใหม่ 2 กล้อง ส่องไปที่ดวงจันทร์และ ดาวเสาร์ให้ดู ซึ่งรอแค่ 10 นาที คนแก่ข้างหน้าผมบอกว่าเขาอาจจะตายวันพรุ่งนี้แล้ว ยังไงก็ต้องดูกล้องนี้ให้ได้


นี่คือกล้องที่ว่าครับ ผลิตโดย Zeiss ภาพนี้ถ่ายตอนกลางวัน


ซึ่งในตอนกลางคืน ตรงนี้จะมืดมาก ห้ามใช้แฟลชถ่ายภาพเนื่องจากจะทำให้มองเห็นภาพจากกล้องดูดาวได้ไม่ชัด


รอกว่า 45 นาที ได้ดูดวงจันทร์จากกล้องนี้ ประมาณ 15 วินาที


เก็บภาพบรรยากาศค่ำคืนของเมือง Los Angeles หรือ เมืองแห่งนางฟ้าก่อนกลับ (ชื่อความหมายคล้ายๆกรุงเทพเลย)
สถานที่นี้ถือว่าเป็นที่ชมวิวเมืองแอลเอที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งทีเดียว

ขอขอบคุณที่ติดตามมาจนจบครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Architectural Record
ภาพสวยๆเพิ่มเติมจาก Flickr.com

     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา