Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

   
Project : Grand Rapids Arts Museum (GRAM)
Location : Grand Rapids, Michigan, USA
Architect: wHY ARCHITECTURE, Kulapat Yantrasast
Photos by : wHY ARCHITECTURE (copyright)

Art Museum แห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อปลายปีที่แล้วแห่งนี้ อาจจะนับได้ว่าเป็น art museum หลังแรกในอเมริกาที่ได้รับการ
ออกแบบโดยสถาปนิกชาวไทยนะครับ สถาปนิกคนที่ว่านี้ก็คือ คุณ กุลภัทร ยันตรศาสตร์ ซึ่งหลังจากได้ทำงานกับ Tadao Ando
ถึง 7 ปี ก็ได้ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองใน Los Angeles, California ที่อเมริกานี้เมื่อประมาณปี 2004
พูดถึง Grand Rapids Arts Museum นี้ หรือที่มีชื่อเรียกย่อๆว่า GRAM ซึ่งถือว่าเป็นมิวเซียมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง
ในภูมิภาคนี้ของอเมริกา โดยอาคารใหม่หลังนี้ได้ถูกออกแบบให้มีการผสมผสานกันระหว่าง งานศิลปะ เทคโนโลยี และ
การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยที่อาคารนี้นับว่าเป็น art museum แห่งแรกที่ได้รับ LEED Certificate
ในประเทศอเมริกา (อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ LEED ที่นี่ครับ) museum นี้มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดประมาณ 12,500
ตารางเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอาคารเดิมที่มีอยู่ประมาณ 3 เท่า งบประมาณก่อสร้างประมาณ $60 ล้านเหรียญสหรัฐ

เราลองมาดูกันว่าคุณกุลภัทร พูดถึงแนวความคิดของอาคารหลังนี้ว่าอย่างไร (ตัดมาจากบทสัมภาษณ์นะครับ)

คุณกุลภัทร: "คือโปรเจคนี้ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Grand Rapids, Michigan เลยนะครับ ซึ่งอากาศค่อนข้างจะหนาวนะครับ
ข้างหน้า site ก็จะมีงานปฏิมากรรมของ Maya Lin และสวนสาธารณะอยู่ ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2001 ไอเดียก็คือ เราก็อยากจะ
ให้มีความสัมพันธ์กัน กับตัวสวนสาธารณะนะครับ ในขณะเดียวกันก็อยากจะออกแบบอะไรที่มันค่อนข้างจะโปร่ง เหมือนกับการให้ตัว
ธรรมชาตินี้มันไหลเข้ามาในตัวอาคาร โดยมีการแบ่งอาคารออกเป็น 3 wing คือ ส่วนที่เป็น lobby อยู่ตรงกลางนะครับ
อีกส่วนก็เป็นสำหรับเด็ก คือ Education Center และส่วนสุดท้ายก็เป็น Cafe กับ ร้านขายของที่ระลึก
ตัว Art Gallery นั้นอยู่ด้านหลังนะครับ การที่พยายามเปิดโล่งด้าน หน้านี้ก็เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนข้างนอก คุณก็ยังเชื่อมต่ออยู่กับตัวงานศิลปะข้างในอยู่นะครับ
ส่วน Gallery นี้จะมี 3 ชั้น เนื่องจากต้องการจำกัด footprint ของอาคาร อีกสิ่งที่ผมคิดในส่วนข้างหลังนี้ คือ
เนื่องจากแถวนี้เป็นพื้นที่ที่หนาว จึงอยากให้ มีอะไรที่คล้ายๆกับโคมไฟซึ่งสองสว่างดูอบอุ่น และนอกจากตรงส่วนนี้
จะเป็นสัญลักษณ์ของตัวเมืองแล้ว ในขณะเดียวกันก็เป็นตัว ให้แสงเข้าไปในตัวอาคาร เป็น skylight สู่ห้องแกลเลอรี่ได้ด้วยครับ
ถึงแม้ว่าอาคารนี้มันจะเป็น museum แต่การใช้งานของมัน นั้นเป็นเหมือนศูนย์กลางของเมืองด้วย เลยอยากให้มันเป็นที่ที่
เป็นที่พักพิงของคนด้วย ด้านหน้าเลยออกแบบให้เป็นหลังคาใหญ่ๆ และด้านล่างนี้ก็เป็น space ที่คนสามารถจะมาใช้ได้ เป็น
ลานอะไรต่างๆนะครับ "



"เนื่องจากว่าอาคารนี้จะต้องเป็น green architecture ก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรจะให้มันใช้พลังงานน้อยลง แต่ก็ไม่อยากให้มันเป็น
กล่องปิดมากเกินไป เพราะว่า museum นี่ พูดง่ายๆก็เหมือนกับ กล่องเก็บของนะครับ มันก็พัฒนามาจากที่เป็นกล่องเก็บของมาเป็น
สถานที่ที่คนเข้ามาใช้บริการ มาดูงานศิลปะมาเจอกัน เพราะฉะนั้นการใช้งานมันไม่ใช่แค่งานศิลปะอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับสังคมด้วย museum จึงต้องดูเป็นมิตร จึงอยากให้มีการใช้กระจกเยอะๆ เพื่อให้คนกับงานศิลปะ ได้เจอกันในหลายๆ รูปแบบ ทั้งในแกลเลอรี่
ทั้งข้างนอกและข้างใน ในขณะเดียวกันการใช้กระจกเยอะๆก็มีปัญหาเรื่องความร้อน เราก็เลยใช้ระบบ louver มาเป็นตัวกันแดดให้
กับกระจก และมีม่านข้างในอีกชั้นเพื่อช่วยกันแสง"



"เรื่องวัสดุ ผมก็อยากใช้คอนกรีต เพราะผมรู้สึกว่าคอนกรีตนี้มันตรงไปตรงมาดี คือมันก็คือตัวโครงสร้างใช่ไหมครับ ซึ่งโครงสร้างมันก็เป็นคอนกรีตเปลือยอย่างนั้น ในขณะเดียวกันเนี่ยคอนกรีตมันไม่จำเป็นที่จะต้องขนส่งมาไกล คือ คุณจะก่อสร้างที่ไหนเนี่ย คุณก็เอาทรายเอาหินจากบริเวณนั้นมาก่อสร้างเพราะฉะนั้นทางเรื่องของ green
มันก็เวิร์คเพราะไม่ต้องขนส่งเยอะ
คือเป็นการใช้วัสดุพื้นถิ่น และมันก็เล่าเรื่องของแต่ละพื้นที่ เพราะคอนกรีตที่แอลเอก็จะเป็นสีหนึ่ง คอนกรีตที่นี่ก็จะเป็นอีกสีหนึ่ง
คนก็ถามว่าทำไมไม่ใช้หิน ผมค่อนข้างที่จะแอนตี้หินนิดหน่อย เพราะว่าหนี่งมันก็กำลังหมดไปจากโลกหนึ่ง และ
สองคือว่าถ้าคุณใช้หินจาก อิตาลี่ หรือ จีน หรือ จากที่ต่างๆนี่ คุณก็เสียสตางค์เพื่อ import เข้ามา แต่ในบางกรณีหินก็เป็นสิ่งที่จำเป็น
เพราะว่ามันค่อนข้างจะแข็งแกร่ง ในบริเวณที่คุณจำเป็นจะต้องใช้ก็ควรจะใช้หินให้เป็นประโยชน์ อย่างบันได หรือ พื้นเนี่ย เป็นหินนี่
work แต่ว่าไอ้การที่จะเอาหินมาบุผนังตึกเนี่ย ผมไม่ค่อยชอบ เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ คุณก็แค่อยากจะให้มันดูสวยงาม แต่มันน่าจะสวยงามด้วยการ ที่ใช้อะไรง่ายๆกว่านั้น"


มุมมองผ่านสวนสาธารณะด้านหน้า และ ปฏิมากรรม "Ecliptic" ซึ่งออกแบบโดย Maya Lin (คนที่ชนะประกวดแบบ
Vietnam Memorial ที่ Washington DC ขณะที่กำลังเรียนปริญญาตรี คณะสถาปัตย์ที่ Yale University)


ส่วน arbor court และ reflecting pool ด้านบน


Main Lobby และ บันไดไปสู่ส่วน gallery ชั้นสอง


Main Lobby


Section


บริเวณ gallery


gallery


Reflecting pool


ห้องบรรยาย


บริเวณด้านข้างซึ่งติดกับถนนเป็นส่วน ร้านค้า และ ร้านอาหาร


detail ตรงส่วนหลังคาและ skylight ซึ่งใช้ กระจกซึ่งเป็นแบบฉนวนกันความร้อนถึง 3 ชั้น และ มีม่านบางๆอีกชั้นหนึ่ง เพื่อ
ช่วยกรองและกระจายแสงซึ่งเข้ามาสู่ภายใน gallery และ ช่วยกันความร้อนและรังสีที่จะมาทำลายงานศิลปะภายใน


ในส่วน gallery ซึ่งแสดงนิทรรศการ 4 Savaged Boxes ซึ่งออกแบบโดย wHY ARCHITECTURE เช่นเดียวกัน
เป็นการแสดงถึงขั้นตอนในการออกแบบ museum แห่งนี้ โดยนำเอาไม้แบบที่ใช้ตอนก่อสร้างอาคารหลังนี้ มาทำเป็นกล่อง 4 กล่อง
สำหรับแสดงผลงานที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบอาคารนี้ เช่น sketch, model, หรือ ตัวอย่างวัสดุก่อสร้างเป็นต้น
ซึ่งนิทรรศการนี้ คุณกุลภัทรตั้งใจว่าจะให้เคลื่อนย้ายไปแสดงที่อื่นๆได้โดยง่าย โดยที่แต่ละกล่องนั้นแสดงถึงองค์ประกอบ
4 อย่างที่คำนึงถึงในการออกแบบ คือ Earth/Water; Light/Air; Space และ Time


กล่องที่แสดงถึง Light/Air กับ Space


อีกสองกล่องที่แสดงถึง Earth/Water กับ Time
นิทรรศการ 4 Savaged Boxes จะได้ไปออกแสดงในงานสถาปนิกที่เมืองไทยภายในปีนี้ และ หลังจากนั้นจะไปแสดงต่อที่
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ www.why-architecture.com และ www.4salvagedboxes.com

ขอขอบคุณพี่กุลภัทร สำหรับ ข้อมูล และ การให้สัมภาษณ์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ (อ่านบทสัมภาษณ์ที่นี่ครับ)

ท่านใดเป็นสมาชิก multiply และอยาก comment เกี่ยวกับงานหรือบทความนี้ เชิญ ที่นี่ ครับ

     

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา