Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

บทความนี้ได้ถูกย่อมาจากนิตยสาร Architectural Record ของเดือนสิงหาคม ปี 2007 นะครับ ซึ่งพูดถึงอาคาร Federal Building หรือ อาคารสำนักงานของรัฐบาลกลางของสหรัฐ นั่นเอง ผู้เขียนเขาก็ได้เกริ่นนำไว้ตอนต้นว่า อาคารหลังนี้โดดเด่นมาก เพราะว่าเป็นอาคารขนาดสูงใหญ่ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีตึกสูงมากนั้น อีกทั้งยังมีลักษณะเตะตา ซึ่งก็ทำให้ผู้คนที่ขับรถอยู่บนฟรีเวย์ มองมาเห็นอาคารนี้แล้วต้องชลอรถดูไปตามๆกัน อย่างไรก็ตามไม่ใช้แค่รูปลักษณ์ภายนอกที่น่าสนใจเท่านั้น แต่การที่ตั้งเป้าไว้ว่า อาคารนี้จะเป็นอาคารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกสิ่งที่ผู้คนสนใจกัน


photo credit : www.organicarchitect.com
ดูภาพอื่นๆของอาคารนี้จาก flickr.com

ทางสถาปนิกได้กล่าวว่า อาคารหลังนี้ใช้พลังงาน 33% น้อยกว่า ออฟฟิสทั่วไป เพราะว่าใช้ระบบ natural ventilation พื้นที่ส่วน ที่ใช้ทำงานส่วนใหญ่ได้รับแสงสว่างเพียงพอจากแสงธรรมชาติ ซึ่งลดการใช้ไฟฟ้าทำความสว่างได้ถึง 26% นอกจากนั้น เขาได้ใช้ blast furnace slag ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเหล็ก (คาดว่าเอามาเป็นส่วนผสมใน reinforced concrete) แทน portland cement ถึง 50 เปอร์เซนต์ ซึ่งช่วยในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศถึง 5,000 ตัน
Tom Mayne ซึ่งเป็น lead design architect ของอาคารนี้ได้บอกว่า อาคารนี้ถูกออกแบบเพื่อเน้นประสิทธิภาพในการใช้งาน ซึ่งก็แน่นอนว่า บางองค์ประกอบของอาคารนั้นจะแสดงถึง expression มากกว่า function เช่นส่วนหลังคาที่ออกเป็นพับๆด้านบน เป็นต้น และ เขาก็ได้คำนึงถึงแง่ของ urban ด้วย ซึ่งจะเห็นได้จาก นอกจากส่วนที่เป็นอาคารสูง 18 ชั้นที่เป็นส่วนออฟฟิสแล้ว ก็จะมีส่วน อาคารออฟฟิสที่สูง 4 ชั้น อาคารชั้นเดียวที่แยกออกมาต่างหากเป็น cafe และ อีกส่วนที่สูงชั้นเดียวที่ติดอยู่กับตัวtower เป็น day-care center ส่วนประกอบต่างๆเหล่านี้จะล้อมส่วนที่เป็น plaza ซึ่งก็เป็นผลประโยชน์ให้แก่อาคารซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็น U.S. Courthouse ให้ได้พื้นที่โล่งหน้าอาคารเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน สถาปนิกได้เน้นส่วนที่เป็น plaza นี้ให้ดูเด่นขึ้นโดยการออกแบบหลังคา ซึ่งเป็นแผ่น perforated stainless steel (แผงแสตนเลสที่เจาะช่องเป็นรูพรุน) ลักษณะพับไปมา ซึ่งเชื่อมต่อจากส่วน tower ค่อยๆไหลลาดลงมาถึงส่วน plaza ส่วนนี้ดูแล้วคล้ายๆกับส่วนหนึ่งของเครื่องดนตรี accordian
ตรงกลางตึกส่วน tower เขาได้เจาะช่องไว้ สูงขึ้นไป 3 ชั้น เพื่อใช้เป็น Sky Garden ซึ่งเปิดให้ใช้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อที่จะขึ้นไปชมวิวของ อ่าว San Francisco ผู้ออกแบบบอกว่า เขาทำอย่างนี้เพื่อที่จะลดช่องว่างที่มีอยู่ระหว่าง ชุมชน กับ สถานที่ราชการ
นอกจากนี้เขาก็ยังออกแบบ space ไว้สำหรับยืนคุยกัน หรือ นั่งเล่น เช่น space ตรง main lobby ซึ่งสูงถึง 90 ฟุต และ พื้นที่ตรงชานพักบันไดในส่วน tower ซึ่งก็เป็นจุดชมวิวที่ดีอีกจุดหนึ่ง (ที่เห็นเป็นหน้าต่าง 4 จุด บนอาคาร) Mayne ได้ให้คำจำกัดความของสภาพแวดล้อมบนอาคารนี้ว่าเป็น "raw simplicity" (ความเรียบง่ายแบบดิบๆ?) แต่ก็จะไม่ดูขึงขังจนเกินไป
ในส่วนชั้นบนๆ บริเวณโถงลิฟท์ จะเป็น space ซึ่งเปิดโล่งขึ้นไป 3 ชั้น ซึ่งเป็นผลพลอยได้มาจากระบบลิฟท์ที่ไม่ได้หยุดทุกชั้น space ส่วนนี้ก็ถูกใช้เป็น social space เช่นเดียวกัน


photo credit: niallkennedy, flickr.com

ในด้านการประหยัดพลังงาน ทางสถาปนิกและเจ้าของโครงการ(ซึ่งก็คือรัฐบาลสหรัฐ) ก็พยายามที่จะใช้สภาพอากาศที่สบายๆของ San Francisco ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งก็ได้มีการปรึกษากับนักวิทยาศาสตร์ที่ Lawrence Berkley National Laboratory เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสภาพอากาศ การศึกษาความเร็วลม และ แบบจำลองการไหลผ่านของอากาศ จากการวิจัยและร่วมมือกัน ของทาง mechanical และ structural engineers, lighting designer, และที่ปรึกษาอื่นๆ ก็ได้ผลออกมาเป็นอาคารที่มีลักษณะ สูงและแคบ คือขนาดของแต่ละชั้นจะ ยาว 340 ฟุต และ กว้าง 65 ฟุต เพื่อที่จะให้แสงเข้าได้ถึงภายใน
แปลนทั่วไปเขาจัดให้ส่วนที่เป็น workstation อยู่ติดกับผนังด้านนอก ส่วนที่เป็นออฟฟิสส่วนตัวและห้องประชุม จะอยู่ติดกับผนังตรงแกนอาคาร ส่วนออฟฟิสที่อยู่ด้านในเหล่านี้ จะได้รับการปรับอากาศโดยระบบปรับอากาศ แต่ว่าหลังคาของห้องเหล่านี้ จะไม่ขึ้นไปชนกับโครงสร้างพื้น เพื่อให้อากาศได้ไหลผ่านได้ตลอดทั้งอาคาร
ส่วนช่องหน้าต่างของอาคารนั้นมี 2 ระบบ ส่วนหนึ่งจะสามารถเปิดปิดได้โดยผู้ใช้อาคาร อีกส่วนหนึ่งจะเปิดปิดโดยระบบ Building Automation System controls (BAS) ในส่วนของ Facade เขาได้ออกแบบระบบกันแสงแดด โดยทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ นั้นใช้แผง perforated stainless steel ส่วนทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้น ใช้ fin ในแนวตั้ง ซึ่งทำมาจากกระจกฝ้า ช่วยกันแสง glare
โครงสร้างคอนกรีตเปลือยและ Thermal mass ของอาคารนี้ ก็มีส่วนช่วยในด้านการทำความเย็นของตึกเช่นเดียวกัน ในตอนกลางคืน หน้าต่างที่ control ด้วยระบบ BAS จะเปิดให้ความเย็นเข้ามาภายในอาคาร และ ปิดอัตโนมัติ เมื่อคอนกรีตได้เก็บความเย็นไว้เต็มที่แล้ว ซึ่งในตอนกลางวัน ตัวคอนกรีตนี้ก็จะช่วยดูดซับความร้อนที่เกิดจาก ผู้ใช้อาคาร คอมพิวเตอร์ และ แสงไฟ ซึ่งก็จะช่วยให้อากาศภายในเย็นขึ้น

โดยปกติของอาคารทั่วไปนั้น โครงสร้างพื้นมักจะถูกออกแบบให้เป็นแบบพื้น slab วางบนคาน ซึ่งข้อเสียคือ ตัวคานจะ block แสงและลมธรรมชาติ แต่สำหรับอาคารนี้ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการทำความเย็นสูงสุด บวกกับที่จะต้องมีการใช้ raised floor อยู่แล้ว ทีมงานจึงออกแบบโครงสร้าง เป็นแบบ upturned beam system คือ พื้นจะอยู่ตรงส่วนล่างของคาน ซึ่งนอกจากจะไม่ block แสงและลมแล้ว ยังทำให้พื้นคอนกรีตดูดซับความร้อนได้ดีขึ้นอีกด้วย
ผู้ใช้อาคารส่วนใหญ่บอกว่า เขาชอบในส่วนของ การใช้แสงธรรมชาติ และ การเห็นวิวที่สวยงาม แต่ว่าบางคนบ่นว่า อากาศภายในนั้นร้อนเกินไป ในช่วงที่มีอากาศร้อนติดต่อกันหลายๆวัน ซึ่งทางทีมออกแบบบอกว่า มันก็จะเกิดขึ้นได้ ถ้าผู้ที่ใช้อาคาร เปิดหน้าต่างเร็วเกินไป ในวันที่มีอากาศร้อนในช่วงเช้า ซึ่งทำให้อากาศร้อนภายนอกเข้ามากระทบโครงสร้างภายใน และ สูญเสียความเย็น เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ใช้อาคารเข้าใจว่าจะต้องทำอย่างไร จึงจะทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อยู่สบายในอาคารนี้ ทางเจ้าของโครงการได้เตรียมคู่มือการใช้อาคารให้แก่ผู้ใช้อาคารด้วย
ในตอนท้ายสุดของบทความนี้ ผู้เขียนได้กล่าวว่า ทางเจ้าของโครงการก็ยังคงจะเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆเกี่ยวกับ การใช้พลังงาน ระดับแสงสว่าง acoustic อุณหภูมิ และ คุณภาพอากาศ ของอาคารนี้ไปอีก 18 เดือน รวมถึงความพึงพอใจของผู้ใช้อาคารนี้ด้วย ซึ่งทางทีมงานก็มั่นใจว่า อาคารหลังนี้จะมีประสิทธิภาพดีอย่างที่ได้คาดไว้ เมื่อได้มีการใช้งานครบทุกส่วน และ ผู้ใช้อาคารเข้าใจถึง ระบบของอาคาร อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้คาดว่า อาคารซึ่งใช้ระบบ natural ventilation อย่างนี้จะเป็นที่แพร่หลาย เพราะมีไม่กี่ที่เท่านั้นในอเมริกา ที่มีอากาศดีเหมือนที่นี่ แต่ว่าบทเรียนที่เขาได้จากอาคาร Federal Building นี้คือ การที่ได้ประสบผลสำเร็จในการออกแบบอย่างยั่งยืน โดยการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับ site และ location

 


photo credit: niallkennedy, flickr.com

ดูภาพอื่นๆของอาคารนี้จาก flickr.com


ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับบทความนี้ กรุณาอีเมล์มาที่ got_arch@yahoo.com ครับ

 

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา