Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews & Lectures
Book Reviews

   
Project : Equilibrium House
Location : Bangkok, Thailand
Architect : VaSLab
Photos by : คุณสาโรช พระวงค์ [21 Photos]

คอนกรีตเป็นวัสดุที่แสนคลาสสิคสำหรับสถาปนิกทั่วโลก และวางตัวอยู่บนความร่วมสมัยมานานนับศตวรรษ ย้อนไปได้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ช่วงที่สถาปัตยกรรม Modern ได้แผ่อิทธิพลไปยังทุกมุมโลก ถ้าดูง่ายๆ ก็ลองไล่ย้อนไปดูงานของ Le Corbusier เมื่อต้นศตวรรษที่ผ่านมา เราจะพบได้ว่าคอนกรีตยังคงเสน่ห์ในตัวของตัวมันเองอยู่ จวบจนมาในช่วงเวลาของงานสถาปัตยกรรมแบบ Postmodern คอนกรีตเป็นวัสดุที่มีความหมายในตัวมันเองน้อย แต่ยังมีผู้หลงใหลในคุณลักษณะของคอนกรีตอย่าง Tadao Ando และนำมาใช้ในงานออกแบบจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกรู้จักกันดี เมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าจะมีวัสดุใหม่ๆถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อจะมาแทนที่ แต่คอนกรีตก็ยังคงความนิยมชนิดจะบอกว่าเป็นความงามที่ไร้กาลเวลาคงจะไม่เกินเลยนัก



คอนกรีตเริ่มเป็นที่รู้จักของสถาปนิกไทย พร้อมกับการไหลบ่าเข้ามาของสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก จนมาถึงยุคของสถาปัตยกรรม Late Modern ที่แม้ในอีกฟากของโลก คอนกรีตจะถูกท้าทายด้วยเหล็กจากความสามารถในการก่อสร้างอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกับอาคารสูง แต่ในเมืองไทย คอนกรีตก็ยังได้รับโอกาสและเผยตัวมันเองอยู่ตลอดยุคนั้น ลักษณะของพื้นผิวคอนกรีตเปลือยได้ถูกนำมาแสดงถึงสัจจะอย่างเต็มที่ ดังที่เราจะพบการทดลองให้คอนกรีตที่เคยพบว่าหนาหนักเป็นรูปทรงแสนเบาราวกับจะบินได้อย่าง คุรุสัมมนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน หรือตึกกลม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่ามาขนาดนี้แล้วเราคงจะเห็นความคลาสสิคของคอนกรีตในหลายทศวรรษที่ผ่านมาของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในไทย จากอดีตจนปัจจุบันที่ยังคงเสน่ห์ชวนหลงใหลไร้กาลเวลา
และก็คงจะไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกับงานบ้านคอนกรีตเปลือยหลังใหม่ล่าสุดจากสำนักงานสถาปนิกผู้หลงใหลในคอนกรีตนามว่า VaSLab กับงานที่พวกเขาเรียกว่า ‘Equilibrium House'



บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในย่านแจ้งวัฒนะ ย่านที่มีความเป็นชานเมือง สงบเงียบ เหมาะแก่การพักอาศัย เมื่อพลันมาถึง Equilibrium House สายตาของเราจะพบกับมวลของคอนกรีตที่ฉีกตัวเองออกจากสภาพโดยรอบ เพื่อจะบอกถึงภาษาสถาปัตยกรรมที่สะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านและสถาปนิกไปพร้อมๆกันผ่านมวลคอนกรีตเปลือยสีเทา

โปรแกรมการออกแบบของบ้านหลังนี้ เริ่มต้นที่เจ้าของบ้านนี้คือ ดร. ศาสตรา สุดสวาสดิ์ ได้ตัดสินใจร่วมงานกับทีมสถาปนิกจาก VaSLab ที่นำโดย วสุ วิรัชศิลป์ บุญเลิศ ดียืน และณัฐพล ทรงเจริญ ในตำแหน่งสถาปนิกโครงการ เพื่อร่วมกันสร้างความสมดุลย์ระหว่างประเด็นต่างๆ และคลี่คลายออกมาเป็นบ้านหลังนี้ เมื่อสถาปนิกได้รับโจทย์จากเจ้าของบ้านซึ่งเป็นอาจารย์สอนด้านเศรษฐศาสตร์และมีความสนใจในสถาปัตยกรรมอย่างมาก ทีมสถาปนิกจึงต้องกำหนดทิศทางการออกแบบอย่างระมัดระวังภายใต้การปรับความสมดุลย์ทั้งการใช้สอย และบริบทต่างๆ ที่ขมวดมันลงด้วยการคำว่า Equilibrium



การทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า Equilibrium หรือ ‘สมดุลย์' กลายเป็นแก่นความคิด และถูกนำไปตีความโดยสถาปนิก จากสิ่งที่เป็นนามธรรมสู่รูปธรรมในแบบ modern concept ด้านเศรษฐศาสตร์ จากนั้นใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่คำถามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ' where' ที่ว่าด้วยเรื่องของบริบทของบ้านนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่องานออกแบบ และ ‘ when' ว่าด้วยความจำกัดด้านเวลา ที่ต้องคลี่คลายให้งานนี้ออกมาสมดุลย์ทั้งในมุมมองของสถาปนิกและเจ้าของบ้าน และท้ายสุดคือ ‘ state of nature ' ว่าด้วยเรื่องของธรรมชาติ ที่ต้องพิจารณาถึงธรรมชาติของงานสถาปัตยกรรมในไทยทั้งสภาพภูมิอากาศ งบประมาณในการก่อสร้าง เมื่อความสมดุลย์ของทั้ง 3 เรื่องมาขมวดกันเป็นเนื้อเดียว

งานออกแบบขั้นต่อไปจึงได้มุ่งสู่การจัดการให้เรื่องราวที่ดูจะเป็นนามธรรมมาก เข้าสู่เนื้อหาความเป็นจริงสู่รูปธรรมขึ้นบนที่ดินนี้ การเริ่มต้นกระบวนการคิดงานออกแบบ สถาปนิกเริ่มด้วยวิธีคิดแบบ metaphor ซึ่งเป็นแนวทางที่พวกเขาใช้มาหลายงาน อย่างที่เราจะพบในงานยุคแรกอย่างTransverse/Convergence house ที่สถาปนิกเริ่มการคิดงานจาก metaphor ของ 3 เส้นทางมาขมวดกัน และกับบ้านนี้ก็เช่นกันการ metaphor ก็ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้ง ดังที่วสุบอกถึงหลักการคิดของบ้านหลังนี้ว่า ‘ ผมเชื่อในหลักการของ metaphor มาก เพราะมันชัดที่สุดแล้ว คือพูดถึงอะไรแล้วแสดงให้เห็น มันจบ เห็นเท่าไรก็ว่ากัน '



เมื่อสถาปนิกตีความจากวิธีคิดที่ได้เลือกมาแล้ว กระบวนการออกแบบต่อมาคือการคำนึงเรื่อง Site context ที่เป็นตัวผลักรูปทรงของบ้านให้เกิดการสร้างแกนลงบนที่ดินซึ่งมีลักษณะหน้าแคบ และมีสัดส่วนความลึกมากกว่าด้านกว้างซึ่งติดถนนอันป็นจุด approach จึงก่อให้เกิดแกนหลักแนวยาวไปตามรูปร่างที่ดิน แล้วยังต้องคำนึงถึงแกนรองที่เชื่อมไปกับบ้านเดิมทางทิศใต้ ที่ต้องเชื่อมทั้งทางเข้าและดึงสเปซของสวนด้านข้างบ้านเข้ามาทำปฏิกริยาต่อสเปซภายในบ้านอีกด้วย

จากการวิเคราะห์ด้วยโจทย์ข้างต้น ทำให้เกิดผลลัพท์เป็นแกนหลักที่มีรูป ' L ‘ จากนั้นจึงทำการจัดผังบ้าน แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ให้ส่วน private ของบ้านขนานไปกับแกนยาว และส่วนบริการเข้ามาอยู่กับแกนสั้น จากนั้นจึงใส่แต่ละฟังค์ชั่นเข้าไปเพิ่มเติมแล้วสวมจนเกิดเป็นฟอร์มและสเปซของบ้านในที่สุด จากนั้นก็นำแกนรองที่มาจากบ้านเดิมทางทิศใต้ เข้ามาสวมกับสเปซใต้ open well ที่สถาปนิกออกแบบให้เชื่อมสเปซบ้านทั้งหลังทั้งจากสเปซที่สูงโล่งสองชั้นให้สามารถเชื่อมมุมมองภายนอกบ้านจากทิศเหนือและทิศใต้ ผสมกันไปกับการเลือกใช้บันไดเหล็กเรียบและโปร่ง ให้เป็น transition จากส่วน semi public ไปจนถึงส่วน private ก่อให้เกิดความชัดเจนของการเชื่อมสเปซภายนอกและภายในจากแกนรองของคอร์ตด้านทิศใต้สู่สเปซในบ้านมากยิ่งขึ้น



สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับงานที่ผ่านๆมาของ VaSLab น่าจะสังเกตเห็นว่า นอกเหนือจากเรื่องการเรียบเรียงสเปซที่น่าตื่นตาตื่นใจ รูปทรงอาคารคอนกรีตที่ดูหวือหวาและมีที่มาที่ไป ในงานชิ้นนี้ ทีมสถาปนิกมีพัฒนาการในเรื่องของ scale ที่ดูเป็นมิตรมากขึ้น เป็นเรื่องของขนาดที่เรามองเห็นและสัมผัสได้จาก รูปทรงอาคาร องค์ประกอบ และเส้นสายต่างๆ อันเป็นผลจากการตีโจทย์ที่ต่างออกไปตามบริบททั้งจากเวลา และความต้องการของเจ้าของบ้าน

และถึงแม้ว่าคอนกรีตดูจะเป็นภาษาหลักของพวกเขาในการสร้างถ้อยคำให้ร้อยเรียงจนเป็นคอนกรีตนิพนธ์แบบภาษา VaSLab จนอาจจะมีคำถามถึงความกระด้างของตัวมันเอง จากที่เราเห็นพัฒนาการสถาปัตยกรรมคอนกรีตซึ่งคงความอมตะมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วมาจนถึงบ้านหลังนี้ ก็ยังสามารถบอกถึงความเชื่อที่ว่าคอนกรีตสามารถ blend in กับที่ตั้งได้ดีกว่าวัสดุอื่นและกลายเป็นความอมตะ และถ้าไม่ว่าอะไร เราขออนุญาตหลงกลิ่นคอนกรีตสักนาที แล้วว่ากันต่อ

ท่านที่ต้องการพูดคุยเกี่ยวกับงานนี้หรือชมรูปเพิ่มเติม เชิญที่เว็บ blog ของเจ้าของบทความได้ ที่นี่ หรืออ่านได้ใน art4d เล่ม175 เดือนตุลาคม 2553 ครับ

ขอขอบคุณ คุณแขกสำหรับรูปและบทความของงานนี้ด้วยครับ

     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา