Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews & Lectures
Book Reviews

   
Project : The Cathedral of Christ the Light
Location : Oakland, California, U.S.A.
Architect : SOM
Photos by : Tor [43 Photos]

ถ้าพูดถึงบริษัท Skidmore, Owings & Merrill หรือ SOM เรามักจะนึกถึงงานประเภทตึกสูง ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิส คอนโด mixed use development หรือไม่ก็งานขนาดใหญ่ๆมากๆอย่างเช่น สนามบิน เป็นต้น งานที่นำมาให้ชมวันนี้เป็นอาคารที่อาจจไม่ค่อยได้เห็นจาก SOM บ่อยนัก คือเป็นอาคารทางศาสนาหรือเป็นโบสถ์คริสต์นั่นเองครับ

The Cathedral of Christ the Light แห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Craig Hartman, FAIA และทีมงาน SOM สาขา San Francisco โดยจริงๆแล้วโครงการนี้แต่เดิมนั้นเป็นงานประกวดแบบ โดยที่มีสถาปนิกผู้เข้าร่วมส่งผลงานก็ดังๆทั้งนั้นเช่น Santiago Calatrava, Ricardo Legorreta และ SOM ณ ตอนนั้นผู้ที่ชนะประกวดแบบคือ Calatrava แต่ต่อมามีการเปลี่ยน site และคงมีปัญหาอื่นๆบางประการ Calatrava เลยถอนตัวออกจากโครงการ และทางเจ้าของโครงการจึงเรียก SOM ซึ่งได้ที่สองในตอนนั้นมาทำการออกแบบแทนครับ

โบสถ์หลังนี้มีพื้นที่ประมาณ 21,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยสองส่วนหลักๆคือ ส่วนบนที่เราเห็นเป็นกระจกรูปทรงโค้งๆนั้นเป็นตัวโบสถ์หรือสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา (sanctuary) ส่วนด้านล่างหรือ podium ที่เป็นคอนกรีตเปลือยนั้นประกอบไปด้วยการใช้งานหลายๆอย่างด้วยกัน เช่นตรงด้านใต้โบสถ์โดยตรงเลยนั้นจะเป็น mausoleum หรือสุสาน, สำนักงาน, conference center, และ คลินิคเป็นต้น โดยที่จะมีบางส่วนที่เปิดโล่งเป็นคอร์ทภายในเพื่อให้แสงธรรมชาติได้เข้ามาสู่ภายในพื้นที่ตรงส่วน podium นี้

ที่มาที่ไปของรูปทรงอาคารนี้ Hartman ที่ว่าเป็นหัวหน้าทีมสถาปนิกเขาได้บอกว่า ตอนช่วงที่เขาได้รับเลือกเข้าร่วมประกวดแบบ เขาได้คุยกับ Walter Netsch ซึ่งเป็น design partner คนหนึ่งของ SOM สาขา Chicago เกี่ยวกับอาคารโบสถ์ Cadet Chapel ที่ Netsch เคยออกแบบว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากไหน Netsch ได้อ้างถึงหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Church Incarnate ซึ่งกล่าวถึงการออกแบบโบสถ์เป็นรูปทรงกลมรอบๆแท่นบูชา แทนที่จะออกแบบแปลนเป็นรูปทรงกางเขนแบบ Greek หรือ Latin อย่างที่ทำๆกัน Hartman จึงได้ไอเดียที่ว่าอยากให้โบสถ์นี้เป็นสถานที่ที่ช่วยส่งเสริมความรู้สึกแห่งการเป็นชุมชน ของผู้คนในบริเวณนี้ จึงออกแบบเป็นรูปทรงโค้งๆ ซึ่งเกิดจากพื้นที่วงกลมสองอันที่มาตัดกัน (รูปทรงคล้ายๆเลนส์น่ะครับ) หรือที่เขาเรียกว่า vesica pisces ซึ่งก็มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์เช่นเดียวกัน

ตัวอาคารที่มีขนาดสูงประมาณ 36 เมตรนี้ประกอบไปด้วรูปทรงสองรูปทรงด้วยกัน ตรงส่วนที่เป็นกระจกนั้นจะเป็นรูปทรงโคน และด้านในจะมีอีกรูปทรงที่เป็น louver หรือ เกล็ดที่ทำมาจากไม้ Douglas fir ซึ่งเป็นรูปทรงกลมหรือ sphere ซึ่งทั้งสองรูปทรงนี้จะตั้งอยู่บนฐานที่เป็นคอนกรีตเปลือยที่โอบล้อมส่วน sanctuary เนื่องเขาต้องการให้แสงผ่านเข้ามาภายในส่วน sanctuary อย่างมลังเมลือง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันไม่ให้ความร้อนเข้ามาสู่ภายในอาคารมากเกินไปด้วย ดังนั้นกระจกที่ใช้จึงต้องเป็นแบบ Low E และเป็น fritted glass คือมีลาย ceramic ที่เป็นส่วนที่ทึบแสง อีกทั้งยังมีลายบางส่วนที่เป็นส่วนที่โปร่งแสงอีกด้วย สถาปนิกเขาว่าต้องการให้ลายกระจกนี้ดูเป็นธรรมชาติ organic คล้ายๆกับเปลือกไม้

ภายในนั้นจะมีการใช้แผ่น aluminum panel รูปทรงสามเหลี่ยม ทั้งตรงส่วนที่เป็นฝ้าเพดานและผนัง ซึ่งถึงแม้ตัววัสดุเองนั้นจะทึบแสง แต่พอเขานำมันมาวางเหลื่อมๆกันให้แสงลอดผ่านเข้ามาได้ ตัววัสดุนี้ก็ดูบางเบา อย่างกับว่ามันเป็นวัสดุพวกกระดาษไปเลยครับ ตอนกลางวันนี้เราอาจจะมองไม่เห็นส่วนของอาคารนี้เป็นไม้ภายในมากเท่าไรนัก แต่พอตอนกลางคืน เมื่อมีการเล่นแสงสาดไปที่ส่วนที่เป็น louver ไม้นี้ ก็จะเริ่มเผยรูปทรงของตัวอาคารภายในให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จริงๆแล้วการเดินเข้าถึงอาคารนี้ ทางสถาปนิกเข้าตั้งใจให้ทางหลักนั้นเป็นทางลาด หรือ ramp ซึ่งเชื่อมต่อจากทางเท้าด้านล่าง ค่อยๆขึ้นไปสู่ตัวโบสถ์ด้านบน ซึ่งสื่อไปถึงประวัติศาสตร์ในเรื่อง Pilgrim Path หรือเส้นทางที่นักแสวงบุญใช้เดินขึ้นไปสู่โบสถ์ที่อยู่บนยอดเขา โดยที่ ramp นี้จะหยุดตรงที่ประตูทางเข้าหลักด้านหน้า และมีการหักมุมเปลี่ยนแกนเล็กน้อยเพื่อนำเข้าไปสู่ส่วนโถงทางเข้าด้านในซึ่งเพดานค่อนข้างจะต่ำ และ space ก็จะไประเบิดอีกทีตรงส่วนที่เป็น sanctuary

ตรงส่วนที่เป็นรูปพระเยซูบนผนังด้านในสุดของส่วน sanctuary นั้น เขาได้รูปมาจากประติมากรรมในยุค Romanesque (ค.ศ. 1145-1150) ซึ่งอยู่ใน Chartres Catheral ประเทศฝรั่งเศส แต่แทนที่เขาจะทำเป็น stained-glass เขาได้ทำรูป digital ของประติมากรรมนั้นมาทำเป็น artwork โดยการเจาะแผ่น aluminum panel แบบ laser cut แทน เมื่อแสงได้ส่องผ่านกระจกโปร่งแสงด้านหลัง aluminum panel เหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดเป็นภาพของพระเยซูขึ้นมาบน aluminum panel ซึ่งดูแล้วจะคล้ายๆกับภาพ halogram สามมิติครับ

ครับ ก็เป็นผลงานที่น่าสนใจไม่น้อยอีกงานหนึ่งจากบริษัทสถาปนิกที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง SOM เนื่องจากวันที่ผมได้ไปดูงานนี้นั้น ค่อนข้างที่จะครึ้มฟ้าครึ้มฝนและใกล้จะเย็นแล้ว เลยไม่ค่อยได้เห็นเอฟเฟคที่แสงธรรมชาติมีต่อ space ภายในมากเท่าไรนัก แต่เป็นที่แน่นอนว่าถ้ามาอาคารนี้ตอนช่วงอื่นๆของวัน หรือวันที่แดดออก space อาจจะได้เห็น space และได้ความรู้สึกที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้ามองในแง่การเป็นไอคอนของเมือง อาคารนี้นับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียวครับ


มาเดินดูอาคารรอบๆกันครับ อันนี้มองจากทางทิศเหนือของอาคาร


เกือบลืม aerial photo ตอนที่ยังสร้างไม่เสร็จครับ


มองจากทางเท้าทางทิศตะวันออก


ประตูทางเข้าหลักตรงชั้นสอง


ด้านบนเป็นไม้กางเขน


ตรงส่วนที่เป็นโถงทางเข้าด้านในที่ว่ากด space ลงมาหน่อย แต่ก็ยังมี skylight ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด


มองย้อนกลับไปตรงทางเข้า


ประตู สร้างมาจากไม้กี่ชิ้นนี่


ภายในส่วน sanctuary ที่ว่า space เปิดโล่งสูงขึ้นไปเพื่อให้ตัดกับ space ตรงส่วนโถงทางเข้าอย่างแรง


ฝ้าเพดาน


ดูใกล้ๆ


ช่องแอร์ ?


มองกลับมาที่ผนังด้านหลังบ้าง


แผ่น aluminum panel


อันนี้คือสัญลักษณ์ vesica pisces ที่ว่าเป็นที่มาของรูปทรงอาคารครับ


ลงมาดูชั้นล่างตรงส่วนที่เป็นสุสานบ้าง อันนี้เป็นโถงทางเข้า


มีการใช้หินสีดำ และน้ำตกไหลเอื่อยๆไปบนผนัง


บรรยากาศภายใน ดูสงบดีครับ


มีการนำไม้มาทำเป็น pattern ที่น่าสนใจทีเดียว


มองย้อนกลับไปตรงทางเดินเข้ามา


ตรงนี้คิดว่าเป็นโถงตรงส่วนที่เป็น conference center


รายชื่อผู้บริจาค แสงด้านบนนั้นดูแล้วคล้ายๆกับแสงธรรมชาติ แต่จริงๆแล้วเป็นแสงจากหลอด LED ครับ


ส่วนที่เป็น courtyard ภายในให้แสงธรรมชาติเข้ามาตรงบริเวณชั้นล่างนี้


ย้อนกลับมาดูภายนอกอีกที ฟ้าเพิ่งจะเปิด แต่เสียดายว่าต้องไปซะแล้ว เลยไม่ได้มีเวลาถ่ายรูปเพิ่มเติมครับ


มุมมองจากทางทิศเหนืออีกครั้งหนึ่ง

ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ

ถ้าต้องการพูดคุยเกี่ยวกับงานนี้ ขอเชิญได้ ที่นี่ ครับ

ข้อมูลอ้างอิงและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานนี้ รวมไปถึงแปลน และรูปตัดสามารถดูได้จากเว็บของ archrecord ที่นี่ ครับ

     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา