Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews & Lectures
Book Reviews

   
Project : National Art Center
Location : Tokyo, Japan
Architect : Kisho Kurokawa, Nihon Sekkei
Photos by : Tor [48 Photos]

จากที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม National Art Center ที่ Tokyo ผมรู้สึกได้ว่าคนญี่ปุ่นมีความสนใจในการชมศิลปะกันเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าผู้คนที่เข้าไปชมงานนั้นเนืองแน่นไม่แพ้ห้างสรรพสินค้าเลยทีเดียว และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้งานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์โดยศิลปินที่มีชื่อเสียง ได้ถูกนำไปแสดงในโตเกียวอย่างต่อเนื่อง ตอนที่ผมไปชมนั้นเขากำลังแสดงงานของ Picasso อยู่ เมื่อย้อนกลับมาคิดถึงเมืองไทย ถ้าผู้คนบ้านเราให้ความสนใจกับงานศิลปะมากยิ่งขึ้น อนาคตเราอาจจะมี collection งานระดับโลกมาแสดงในหอศิลป์สักแห่งในบ้านเราก็ได้นะครับ

National Art Center แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งแรกที่ไม่มีส่วนนิทรรศการถาวรอยู่เลย เขาได้วางแผนโครงการนี้กันตั้งแต่ช่วงปี 1970 แล้ว แต่ได้เพิ่งมีโอกาสมาออกแบบและสร้างจริงเมื่อปี 2000-2006 นี้โดยมี Kisho Kurokawa สถาปนิกผู้บุกเบิกแนวคิดสถาปัตยกรรมในแง่ Symbiosis และ Metabolism ผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นผู้ออกแบบ อาคารมีพื้นที่ห้องนิทรรศการกว่า 12,909 ตารางเมตร จัดได้ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นก็ว่าได้
ถ้าเราดูที่ผังบริเวณของอาคารนี้จะเห็นว่า ทางทิศตะวันตกของอาคารจะเป็นพื้นที่ของสุสาน Aoyama ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม ส่วนทางด้านทิศตะวันออกนั้นก็จะมีโครงการ Tokyo Midtown ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก ที่นั่นก็มี museum ทางศิลปะและการออกแบบอีกสองอันคือ Suntory Art Museum และ 21_21 Design Sight ทางทิศใต้ออกไปไม่ไกลเช่นกันก็จะเจอโครงการ Roppongi Hills ซึ่งมี Mori Art Museum อยู่ (museum ทั้งหมดที่ว่ามานี้ อยู่ห่างกันประมาณไม่เกิน 600 เมตร)

โครงสร้างของอาคาร National Art Center นี้แบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆคือ ส่วนด้านหน้าที่เป็น lobby รูปทรงเป็นกระจกโค้งไปมา กับส่วนหลังที่เป็นส่วนนิทรรศการ ที่เป็นกล่องๆเรียบง่าย ภายในนั้นประกอบไปด้วยชั้น 6 ชั้น (คือถ้าไม่นับชั้นย่อยๆ จะเรียกว่าเป็นอาคาร 3 ชั้นก็ได้) และ ใต้ดินอีก 2 ชั้น ส่วนห้องนิทรรศการนั้นจะมีทั้งหมด 7 ห้องด้วยกัน โดยภายในห้องนั้นจะไม่มีเสาอยู่เลย เขาจะใช้วิธีการจัดแบ่งพื้นที่ภายในโดยการใช้ partition ที่สามารถเลื่อนไปมาได้ ด้านบนของส่วนนิทรรศการนั้นจะเป็นส่วนการศึกษา ประกอบไปด้วยห้องสมุด ห้องบรรยาย และ ห้องประชุมเป็นต้น โดยพื้นที่เหล่านี้จะล้อมรอบ courtyard และ landscape ตรงกลาง


ground floor diagram

ซึ่งช่วยทั้งในแง่การนำแสดงธรรมชาติเข้ามาภายบริเวณนี้ของอาคาร และ ช่วยพื้นที่ภายในดูไม่อึดอัดอีกด้วย
ในส่วนบริเวณ lobby นั้นเขาได้ออกแบบผนังของอาคารเป็นผนังกระจกที่โค้งเป็นรูปคลื่นทั้งสามทาง (ทั้งทางแนวราบและแนวตั้ง) โดยมีการใช้ fritted glass louver (แผงกันแดดกระจกที่มี pattern อยู่ภายใน) เป็นตัวช่วยกรองแสงแดด ไม่ให้เข้ามาสู่ภายในอาคารมากเกินไป จากการที่ใช้กระจกเป็นจำนวนมากในบริเวณ lobby นี้ ทำให้อาคารดูโปร่งโล่ง และ มีชีวิตชีวาดี ส่วนหนึ่งนั้นเป็นความตั้งใจของ Kisho Kurokawa ในการออกแบบนี้ เพื่อให้สะท้อนแนวคิดเรื่อง Symbiosis (แปลตรงๆว่าการพึ่งพาอาศัยกันน่ะครับ) คือ บริเวณรอบๆอาคารนี้เขาได้ปลูกต้นไม้ไว้เป็นจำนวนมาก ผนังกระจกนี้ช่วยให้ผู้ที่อยู่ภายในบริเวณ lobby เกิดความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติภายนอกมากยิ่งขึ้น

ภายใน lobby นั้นจะมีโครงสร้างคอนกรีตรูปทรงกรวยหงายอยู่สองอัน ซึ่งนอกจากจะมีลิฟท์อยู่ตรงกลางและบันไดที่ใช้ในการเชื่อมต่อแต่ละชั้นแล้ว ภายในนั้นจะเป็นส่วน service ส่วนด้านบนสุดนั้นจะเป็นส่วนร้านอาหาร ที่มองเห็นวิวทั้งภายในอาคาร และ วิวของเมืองโตเกียวรอบๆอาคารอีกด้วย ข้อดีอย่างหนึ่งของรูปทรงกรวยหงายนี้ก็คือมันช่วยให้พื้นที่ใช้งานบริเวณ lobby ชั้นล่างนั้นเพิ่มมากยิ่งขึ้นครับ
เมื่อเห็นว่ากระจกที่มันเป็นคลื่นไปมาอย่างนี้ อีกทั้งยังมี louver ต่างๆอยู่เต็มไปหมด เราอาจจะสงสัยว่าเขาทำความสะอาดกระจกกันอย่างไร จากข้อมูลที่อ่านมาเขาว่าภายนอกนั้นเขามีระบบ robotic cleaning unit คงเป็นระบบหุ่นยนต์ชนิดหนึ่งช่วยเช็ดกระจกให้ (มั้งครับ) ส่วนภายในนั้น เขามี catwalk อยู่เป็นระยะๆ อันนี้คงใช้แรงงานคนในการทำความสะอาด


aerial photo จาก google earth เป็นอาคารที่ดูจากด้านบนแล้วน่าสนใจดีทีเดียว


คนส่วนใหญ่จะเข้าอาคารจากทางทิศตะวันออก แต่ผมเดินมาจากโครงการ Roppongi Hills ที่อยู่ทางใต้ ผมเลยเข้าจากทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นเหมือนทางเข้าของคนที่มาทางรถ หรือ ส่วน service ซะมากกว่า แต่ก็ได้อารมณ์การเข้าถึงอาคารที่แตกต่างออกไป


ผนังและครีบกันแดดกระจก


เดินขึ้นเนินบนถนนคดเคี้ยวไปตามรูปทรงอาคารผ่านแมกไม้ไปเรื่อยๆ


มองย้อนกลับไปทางที่เข้ามา


ในที่สุดก็มาถึงทางเข้าหลัก ลองทายเล่นๆครับว่าห้องใต้หลังคารูปรีๆนั้นเขาไว้ใช้ทำอะไร (เฉลยด้านล่าง)


บริเวณที่ซื้อตั๋วเขาก็มีอยู่ในอาคารเล็กๆสีดำๆที่แยกออกมาต่างหาก


เฉลย ห้องที่ว่าใต้หลังคารีๆนั้นเขามีไว้เก็บร่มครับ ที่ญี่ปุ่นฝนตกบ่อย(จริงๆที่ไทยก็ตกบ่อย) เขามักจะมีบริเวณไว้เก็บร่มหน้าร้านค้า อาคารต่างๆ แถมถุงพลาสติกใส่ร่มให้ด้วย


detail ของ fritted glass louver


ประตูบานเลื่อนแบบหักมุมคล้ายๆกับที่ Siam Paragon บ้านเรา แต่ว่าซับซ้อนไปอีกนิดตรงมันเอียงด้วย


มาดูภายในกันบ้าง


lobby ชั้นล่าง


อาคารสาธารณะส่วนใหญ่ที่ญี่ปุ่นจะมี locker หยอดตังค์ไว้ให้เก็บสัมภาระต่างๆ


หน้าห้องน้ำ


ชั้นสอง


บันไดหนีไฟ


พื้นไม้ Borneo ironwood


มองจากทางเดินบริเวณชั้นสอง


มองลงไปตรงทางเข้าหลัก


detail บันไดหนีไฟ


detail บันไดหนีไฟ และ catwalk


มุมมองจากชั้นสาม


ร้านอาหารนั้นมีอยู่เต็มไปหมดทั้งบนโคนและด้านล่าง (ขนาดมีเยอะคนยังเต็ม)


บริเวณทางเข้าห้องสมุดและส่วนการศึกษาบนชั้นสาม


courtyard ตรงกลาง


ลิฟท์แก้ว


ส่วนหนึ่งที่ชอบมากของลิฟท์แก้วอันนี้คือ detail ตรงบริเวณไฟที่บอกว่าขึ้นหรือลง


ผนังคอนกรีตนี้เนียนมาก เมือกระทบกับแสงและเงา


บริเวณที่ขายของที่ระลึกชั้นใต้ดิน

นับว่าเป็นโปรเจคส่งท้ายชีวิตการทำงานของสถาปนิกชั้นครูอย่าง Kisho Kurokawa ที่น่าประทับใจงานหนึ่ง ทั้งในด้านรูปทรงอาคาร ความโปร่งของ space และ การใช้แสงธรรมชาติภายใน อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า รู้สึกทึ่งกับความสนใจในงานศิลปะของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากครับ ราวกับว่าศิลปะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาเลย จะเห็นได้จากสิ่งต่างๆรอบๆตัวเขา มักจะผสมผสานศิลปะหรือการออกแบบเข้าไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ ขนม แม้กระทั่งกระดาษห่อขนม บางทีออกแบบดีจนไม่อยากจะทิ้งเลย ส่วนบ้านเรานั้น ตอนนี้ศิลปะดูจะค่อนข้างห่างไกลจากชีวิตผู้คนทั่วไปพอสมควร จากที่สังเกตได้จากหอศิลป์กรุงเทพที่เปิดใช้งานมาได้สักพักแล้ว ขนาดอยู่ใจกลางเมือง และเปิดให้เข้าชมฟรี ยังมีผู้คนไปชมกันค่อนข้างบางตา (แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) ยังไงก็ตามผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คงจะต้อง พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ เมื่อผู้คนเข้าใจและสนใจในศิลปะใกล้ๆตัวมากขึ้น คนก็จะเริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรม และ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การพัฒนาทางสถาปัตยกรรม สภาพแวดล้อม และ เมือง ของบ้านเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคตครับ

ข้อมูลบางส่วนอ้างอิงมาจากนิตยสาร Architectural Record เล่มเดือน 11 ปี 2007

ท่านที่เป็นสมาชิก multiply และต้องการ comment เกี่ยวกับงานนี้เชิญ ที่นี่ ครับ

     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา