Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews & Lectures
Book Reviews

   
Project : Baldwin Hills Scenic Overlook
Location : Culver City, California, U.S.A.
Architect : Safdie Rabines Architects
Photos by : Tor [ Photos]

ไม่ไกลจากที่พักของผมเท่าไรนัก เขาเพิ่งจะมีการเปิดสวนสาธารณะและจุดชมวิวแห่งใหม่ของแอลเอ ก็เลยถือโอกาสไปเยี่ยมชม เก็บภาพ และบรรยากาศมาเล่าสู่กันฟังครับ ขอเกริ่นเล่าที่มาของสถานที่แห่งนี้นิดหนึ่งก่อน คือแต่เดิมที่ตั้งที่เป็นเนินเขา Baldwin Hills ของจุดชมวิวแห่งนี้นั้น เจ้าของเก่าเขาต้องการที่จะพัฒนาให้เป็นโครงการที่อยู่อาศัย แต่ผู้คนท้องถิ่นในเมือง Culver City (เป็นเมืองหนึ่งใน Los Angeles County) ร่วมกันประท้วงไม่ให้มีโครงการพัฒนาที่ดินนั้นเกิดขึ้น ทางรัฐ California เลยทำการซื้อที่ดินผืนนี้ แล้วเปิดให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับผู้ที่ชอบการเดินออกกำลังกายขึ้นเขา และเปิดเป็นจุดชมวิวมุมสูงที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของแอลเอ เพราะสามารถมองเห็นได้จาก downtown ของแอลเอไปจนถึงชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเลยทีเดียวครับ


มุมมองในมุมสูงของเมืองแอลเอ แต่ตรงที่เห็นเป็นตึกสูงๆนั่นไม่ใช่ downtown นะครับ เป็นเมือง Century City

นอกจากจุดชมวิวแล้ว ความต้องการของโครงการนี้ก็จะต้องมีอาคารที่ใช้เป็นเหมือน Visitor Center หรือศูนย์ให้บริการผู้มาใช้งานสถานที่แห่งนี้ สถาปนิกเขาได้วางผังโครงการนี้โดยแบ่งอาคารออกเป็น 3 หลัง หลักๆด้วยกัน อาคารแรกนี้ก็ประกอบไปด้วย บริเวณ lobby ซึ่งใช้เป็นที่ให้ข้อมูลแก่ผู้มาเยือน บริเวณจัดนิทรรศการ auditorium สำนักงาน ห้องประชุม อาคารที่สองนั้นเป็นส่วนบริการ ประกอบไปด้วย ห้องน้ำ ห้องเครื่อง และห้องครัว ส่วนอาคารสุดท้ายนั้นเป็นอาคาร open-air pavilion (แบบเปิดโล่งไม่มีการปรับอากาศ)


ทางเข้า lobby ของ Visitor Center ด้านข้างๆเป็น outdoor amphitheater

อาคารนี้จัดว่าเป็นอาคารที่ให้ความสำคัญทางด้าน green architecture อาคารหนึ่ง โดยที่สถาปนิกได้วางผังอาคารทั้งสามหลัง ให้เป็นโค้งๆเพื่อให้รับกับความโค้งและความลาดชันของที่ดินเดิม มีการตัดดินออกในบางส่วนและแทรกตัวอาคารเข้าไปแทนที่ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะกฏของหนึ่งของทางรัฐที่ว่า อาคารที่ออกแบบนี้จะต้องไม่ดูเด่นจนเกินไป เพราะฉะนั้นตัวอาคารนั้นจะต้องมีความสูงให้น้อยที่สุด และไม่ควรที่จะมองเห็นได้อย่างเด่นชัดเกินไปจากมุมมองด้านล่างของเนินเขา การที่แทรกอาคารเขาไปในเนินดินนั้นส่วนหนึ่งก็ช่วยในเรื่องการประหยัดพลังงานด้วย เพราะว่าเป็นการลดความร้อนที่เข้าสู่อาคารจากแสงแดดครับ (อาจจะอธิบายเป็นคำพูดยากหน่อย แต่เลื่อนลงไปล่างๆจะมีรูปเป็นการ์ตูนให้ดูครับ น่าจะเข้าใจง่ายกว่า)

ส่วนอื่นๆที่เกี่ยวกับการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมก็มี การใช้การระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติให้มากที่สุด ตอนที่ผมเข้าไปชมนั้น อุณหภูมิภายในอาคารกำลังดีโดยไม่ต้องมีการใช้เครื่องปรับอากาศเลย อีกทั้งตรงส่วนที่จัดนิทรรศการนั้น มีการใช้หน้าต่างเป็นบานกระจกขนาดใหญ่ที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ นอกจากไม่โดนแดดแล้ว ยังได้แสงธรรมชาติเข้ามาสู่ภายในมากเพียงพอ โดยที่เขาไม่ได้เปิดไฟในส่วนนิทรรศการเลยแม้แต่ดวงเดียว คอนกรีตที่นำมาใช้ในโครงการนั้นก็เป็นคอนกรีตที่ได้มาจากการรีไซเคิล พื้นที่เป็นพื้นแข็งภายนอกของอาคารนั้น เขาพยายามใช้พื้นที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะต้องลงไปสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ (ให้น้ำมันซึมลงไปในดินเองดีกว่า) และการเลือกใช้ต้นไม้ในการจัด landscape เป็นพืชท้องถิ่น ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมในแบบแอลเอ ซึ่งฝนตกปีละไม่กี่ครั้งได้ดี แต่ไม่ว่าจะดียังไงก็ตาม ถ้าไม่ให้น้ำเลยต้นไม้ก็คงจะเหี่ยวเฉาอย่างที่เห็นในรูปซะเป็นส่วนมากครับ แต่ถ้ามีช่วงไหนที่ฝนตก ต้นไม้พวกนี้อาจจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้

เรื่องที่น่าเศร้าอย่างหนึ่งที่เขาปิดประกาศไว้ตรงกระจกคือ เนื่องจากสภาพทางการเงินของรัฐ California อยู่ในอาการย่ำแย่ แทบจะเหมือนคนล้มละลาย เขาจึงต้องตัดเวลาทำงานพวกเจ้าหน้าที่คุมสวนสาธารณะ (Park Ranger) จึงทำให้เวลาที่เปิดใช้งานอาคารนั้นถูกจำกัดอยู่ถึงแค่ครึ่งชั่วโมงหลังพระอาทิตย์ตกเท่านั้น ซึ่งในช่วงหน้าหนาวนั้น 5 โมงเย็นก็มืดแล้วครับ วันที่ไปเยี่ยมชมนั้น ทั้งสวนและอาคารแห่งนี้ก็มีพนักงานดูแลแค่คนเดียวเท่านั้น

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอพานำทัวร์จุดชมวิว Baldwin Hills กันเลยครับ


ต้องมีการขับรถคดเคี้ยวขึ้นมาบนเขาซะก่อนไม่ไกลมาก พอใกล้ๆถึงข้างบนจะเห็นอาคารแบบวับๆแวมๆ


อย่างที่สถาปนิกบอกว่าพยายามสอดแทรกอาคารให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ slope ของเนินเขา ดูจากสภาพแวดล้อมแล้วจะเห็นว่าแห้งแล้งสุดๆ


ถ้าใครมีแรงก็เดินขึ้นมา แต่ถ้าใครขับรถขึ้นมา ก็ต้องเสียค่าที่จอดรถ 6 เหรียญ โดยเขามีซองไว้ให้ใส่เงิน เขียนชื่อและทะเบียนรถ หย่อนใส่ตู้เล็กๆเอาเอง ถ้าใครไม่จ่ายเดี๋ยวเขามาตรวจจะต้องเสียค่าปรับ 40 เหรียญครับ


ทางเดินเข้าไปสู่ Visitor Center


มองไปสู่เมือง


มุมนี้มองไปที่อาคารที่เป็นส่วนบริการ ประกอบไปด้วยห้องน้ำ ห้อง pantry และที่เห็นไกลๆนั้นเป็น open-air pavilion


detail รางน้ำ และ ช่องระบายน้ำ


ด้านหลังอาคารที่ตัดแทรกเข้าไปในดิน


ส่วนที่เป็นห้องเครื่อง (mechanical room) มีการใช้แผงตะแกรงเพื่อช่วยบังพวกเครื่องภายใน


ห้องน้ำ


ด้านหลังของ open-air pavilion


ห้ามพาหมามาเดิน ห้ามดูดบุหรี่ ห้ามก๊งเหล้า และห้ามเล่นสเก็ตบอร์ด


ภายใน pavilion


รางน้ำนี้ก็ระบายลงสู่ดินไปเลย


detail


มองย้อนกลับไปบริเวณ Visitor Center


หน้าทางเข้าห้องน้ำ


ภายในห้องน้ำชาย


เดินออกจาก Visitor Center ไปทางทิศตะวันออกนิดหนึ่งจะเป็นลานชมวิวอีกจุดหนึ่ง ตรงจุดนี้จะมองเห็นไปถึง downtown ของแอลเอ


ตรงลานนี้มองลงไปจะเห็นเมืองมอส (Eric Owen Moss) อยู่ใกล้ๆนี่เอง จะเห็นว่าตึกแถวๆนั้น Moss ออกแบบเยอะแยะเต็มไปหมด


เข้ามาดูภายในอาคาร Visitor Center กันบ้าง ตรงนี้เป็นบริเวณ lobby ประชาสัมพันธ์ (ซึ่งไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ) และไกลๆนั่นเป็นส่วนนิทรรศการ ที่เกี่ยวกับ California State Park


ตรงนี้จะเป็นประตูที่หมุนตรงกลางสามบานใหญ่ๆ สถาปนิกเขาว่าเพื่อให้เกิดการเบลอระหว่าง space ภายนอกกับภายในมากยิ่งขึ้น


บริเวณ นิทรรศการ จะเห็นว่าไม่มีการใช้ไฟฟ้าเลย (นอกจากทีวี และพวกอุปกรณ์ให้กดเล่น)


มีหนังสือที่พูดถึงการออกแบบอาคารนี้ให้ดูด้วยครับ


การใช้พื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้


การออกแบบอาคารแบบยั่งยืน ที่บอกไปตอนต้นว่าอาคารนั้นสอดแทรกเข้าไปกับพื้นดิน หวังว่ารูปตัดอาคารในรูปวาดข้างบนจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ


Layers of design


มีวิธีการแก้คำผิดในนิทรรศการได้น่ารักมาก "OOPS!"


มองออกไปตรงเมืองจากภายในอาคาร จะเห็นว่าเขาเลือกให้อาคารหันหน้าไปสู่ทางทิศเหนือ นอกจากจุดนี้จะให้วิวของเมืองที่ดีแล้ว แถมยังไม่มีแดดส่องเข้ามาภายในอาคาร เพราะดวงอาทิตย์ที่นี่จะอ้อมไปทางทิศใต้ คล้ายๆกับเมืองไทย และการแสงแดดที่กระทบอาคารที่เป็นวิวเมื่อมองจากมุมนี้ จะให้แสงเงาที่ตกกระทบสู่อาคารภายล่างได้น่าดูกว่า ถ้าเรามองจากทางทิศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามองจากทิศเหนือย้อนไปทางทิศใต้ ก็เหมือนกับเป็นการมองย้อนแสง ซึ่งอาคารส่วนใหญ่ก็จะภายใต้เงาของตัวเอง เหมือนเราถ่ายรูปย้อนแสงน่ะครับ มักจะออกมาหน้ามืดและดูไม่ค่อยดี (ยกเว้นคนถ่ายเป็น)


มาดูมุมอื่นๆของอาคารกันไปเรื่อยๆ


หลังคาแบบ butterfly roof


ช่องหน้าต่างนั้นจะเล็กลงเรื่อยๆไปตาม slope


ชอบมากช่องระบายน้ำนี้ ถ่ายมาหลายรูปเลย


รูปหลังๆนี้จะถ่ายในช่วงบ่ายแก่ ซึ่งแสงจะมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมากยิ่งขึ้น


open-air pavilion อีกรอบ


ทางเข้าห้อง pantry


มุมมองจากอีกเนินเขาหนึ่ง


จบบริบูรณ์

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบครับ

ถ้าต้องการ comment หรือพูดคุยเกี่ยวกับงานนี้ ขอเชิญได้ ที่นี่ ครับ

     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา