Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

   

Toyo Ito ได้มา lecture ที่ University of California, Los Angeles ในวันที่ 10 ธันวาคม 2007 ซึ่งก็ได้รับความสนใจ
อย่างล้นหลามจนเรียกได้ว่า ห้อง Lecture ขนาดใหญ่ห้องหนึ่งนั้นจุไม่เพียงพอ ผมจึงต้องเข้าไปฟัง lecture ในห้องอีกห้องหนึ่ง
แล้วดูเขาถ่ายทอดผ่าน projector มาบนจออีกที เรามาดูกันครับว่า lecture ของ Ito ครั้งนี้พูดถึงเรื่องอะไรบ้าง
การบรรยายเริ่มจากที่ Hitoshi Abe ซึ่งเป็นคณบดีของคณะสถาปัตย์ที่ UCLA นั้นได้พูดนำถึงประวัติคร่าวๆของ Toyo Ito
แก่ผู้ฟัง และ ผลงานที่โดดเด่นของเขาเช่น Sendai Mediatheque หลังจากนั้น Ito ก็ออกมาบรรยาย

download เสียงการบรรยายของ Toyo Ito (mp3) 21.6 Mb (เสียงช่วง5นาทีแรกอาจจะขลุกขลักบ้างนะครับ)


คนที่ยืนอยู่นั่นคือ Toyo Ito ส่วนผู้หญิงที่นั่งนั้นเป็นล่าม เนื่องจากมีการแปลจากญี่ปุ่นเป็นอังกฤษ และ ผมย่อจากอังกฤษเป็นไทย
คาดว่าคงจะสิ่งที่เรียกว่า lost in translation หรือ เนื้อความตกหล่น หรือ เบี่ยงเบนไปบ้าง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
อีกเรื่องที่ต้องขออภัยคือภาพอาจจะไม่ค่อยชัด เนื่องจากภาพต้นฉบับที่ผมเห็นบนจอมันก็ไม่ค่อยชัดอยู่แล้ว บวกกับฝีมือการถ่ายที่
ยังเป็นมือสมัครเล่น ก็เลยได้แค่นี้ครับ แต่คงพอช่วยให้เห็นภาพได้ดีขึ้นกว่าตัวหนังสืออย่างเดียว


Ito เริ่มการบรรยายจากรูปที่เขาถ่ายที่ริมแม่น้ำในกรุงเทพเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เขาบอกว่าชีวิตคนที่นี่สัมพันธ์กับน้ำเป็นอย่างมาก
คือ คนอาบน้ำ ซักผ้าในแม่น้ำนี้ ส่วนน้ำดื่มก็มาจากการเก็บกักนั้ำฝน อีกรูปถัดไปที่ไม่ได้โชว์ในที่นี่คือ ที่เมืองกาฏมัณฑุ ว่าเวลาคนตาย
นั้นเขาก็ทำพิธีเผาศพริมแม่น้ำและเอาเถ้ากระดูกนั้นลอยไปในแม่น้ำหลังจากเผาเสร็จ เขาเชื่อว่ามนุษย์เกิดขึ้นมาจากน้ำ และ เวลาตาย
มนุษย์ก็กลับลงไปสู่น้ำ


Ito เชื่อว่า The human being is a part of Nature, Architecture is a part of Nature มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของ
ธรรมชาติ และ สถาปัตยกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันชีวิตของมนุษย์เราสมัยนี้ โดยเฉพาะคนเมือง
นั้น เราได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติเป็นอย่างมาก เช่น คนที่อยู่บนตึกสูง เป็นต้น และ เราก็ทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน มันจึงเป็น
สิ่งที่ยากที่เราจะเชื่อมธรรมชาติเข้ามาสู่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แล้วเราจะทำได้อย่างไร เขาจึงสนใจในการที่จะหาวิธีที่จะเชื่อมสอง
สิ่งนี้เข้าด้วยกัน


โปรเจคนี้ก็เป็นโปรเจคที่เขาคิดว่าการผจญภัยที่จะค้นหาคำตอบของเขาเริ่มต้น Sendai Mediatheque


อาคารนี้มีขนาด 50 เมตรคูณ 50 เมตร บนแปลน สูง 35 เมตร โครงสร้างทั้งหมดนั้นรับน้ำหนักโดยสิ่งที่เขาเรียกว่า tubes
หรือ ท่อ ทั้งหมด 13 อัน


ไอ้ตัว tubes นี้เองซึ่งเจาะทะลุตั้งแต่ชั้นหลังคาลงมาถึงชั้นล่างสุด เป็นตัวช่วยนำแสงธรรมชาติและอากาศเข้ามาสู่ภายในอาคาร
tubes นี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงตลอด แต่จะมีลักษณะเป็น organic line ซึ่งถือเป็นลักษณะธรรมชาติของตึกหลังนี้


อันนี้เป็นโปรเจคที่ทำให้กับร้านแฟชั่นกระเป๋ารองเท้าที่ชื่อ TOD'S ในโตเกียว ย่าน Otome Sando หรือเป็นย่านแฟชั่น
ระดับหรู ซึ่งแถวนั้นก็มีร้าน Louis Vuitton, Prada, Cartier เป็นต้น แต่ site ที่เขาได้ทำนั้นมีสะพานลอยตั้งอยู่ข้างหน้าเลย
ทำให้ความยาวด้านหน้าอาคารนั้นมีได้แค่ 10 เมตรเท่านั้น และ site ก็เป็นรูปตัวแอล และ ยังมีข้อจำกัดอีกหลายๆอย่าง
เขาจึงมีแนวคิดให้อาคารหลังนี้นั้นมีลักษณะเป็น symbol หรือ สัญลักษณ์ ขึ้นมา
ไอเดียจึงออกมาว่าเขาอยากให้โครงสร้างนั้น เป็นเหมือนดังกับต้นไม้ที่ปลูกอยู่ทั่วไปบนริมถนนของย่าน Otome Sando นี้


วิธีที่เขาใช้คือ เอา silhouette หรือ ภาพเงาหรือoutline ของ ต้นไม้ 6 ต้นมาจับวางซ้อนเหลื่อมกัน อย่างที่เห็นในรูปคือ เขาเอา
รูปต้นไม้มาวางเรียงบนกระดาษ แล้วพับเป็นรูปตัวแอล แล้วก็ได้ facade ของตึกตามนั้น


แต่เขาก็บอกว่าตึกนี้นั้นมีความยากอยู่ในหลายๆด้าน และ ใช้เวลาเยอะในการทำงาน เป้าหมายหลักของตึกนี้คือ เขาไม่อยากให้คน
เห็นลักษณะต้นไม้บนตึกเป็นแค่การตกแต่ง แต่จริงๆแล้วมันทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของตึกด้วยอย่างแท้จริง ตึกนึ้มีช่องหน้าต่างถึง
270 ช่อง และแต่ละช่องก็มีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกัน และเขาต้องการให้พื้นผิวของอาคารนั้นต่อเนื่องเป็นผิวเดียวกัน ทั้งคอนกรีต
กระจก และ บางที ก็เป็น aluminum panel
แล้วเขาก็พูดถึงวิธีการทำงานของเขาในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาคือ เขาจะวาด pattern ขึ้นมา แล้วก็ส่ง pattern นั้นไปให้วิศวกร
เสร็จแล้ววิศวกรก็จะนำ pattern นี้ไปเข้าคอมพิวเตอร์ แล้วก็จะทำ simulation แบบเพื่อให้ได้โครงสร้างที่น่าจะใช้ได้
แต่แล้วเขาก็จะเจอจุดที่เป็นปัญหา ก็จะทำการแก้ปัญหาที่จุดนั้น แล้วเริ่มทำ simulation อีกรอบทำอย่างนี้ประมาณ 20-30 ครั้ง
แล้ว Ito ก็บอกล่ามว่าไม่ใช่ 20-30 ครั้ง แต่ 50-60 ครั้ง (คนดูหัวเราะกัน) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการออกแบบโครงสร้างจะจบ
สิ้นแค่นั้น เพราะโครงสร้างนี้ถูกออกแบบโดยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ถ้ามีจุดใดจุดหนึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง การคำนวนโครงสร้าง
ของทั้งอาคารต้องถูกคำนวนใหม่หมด


Site ก่อสร้างของ TOD'S เขาบอกว่าคนงานก่อสร้างตัวแบบคอนกรีต (form) จะมี laptop computer ส่วนตัว เพื่อแสดงภาพ
3 มิติ ของการเชื่อมต่อตัวแบบคอนกรีต


Site ก่อสร้างของ TOD'S อีกรูป


กระจกเป็น double layer คือที่เป็นพื้นผิวเดียวกับผนังภายนอก กับกระจกที่เป็นพื้นผิวระดับเดียวกับผนังภายในอีกชั้น
ห้องนี้เป็นห้องอเนกประสงค์


Project ถัดไปที่เขาโชว์ให้ดูมีชื่อว่า Grin Grin ใน Fukuoka ที่เพิ่งสร้างเสร็จประมาณ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเมือง Fukuoka นี้
เข้าได้สร้าง man-made island หรือ เกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นมา แล้วเขาต้องการที่จะให้มีสวนสาธารณะบนเกาะนี้ ทาง Ito จึงได้
เข้าร่วมประกวดแบบ


เนื่องจากมันเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงไม่ควรที่จะสร้างโครงสร้างที่มีน้ำหนักมากจนเกินไป และด้วยความที่เกาะนี้มันเป็น
พื้นที่ราบอยู่แล้ว เขาจึงอยากจะทำอาคารให้มันเป็นเหมือนเกาะขึ้นมา


function ของตึกนี้จะเป็นเหมือน green house ซึ่งมีพืชพรรณหลายๆชนิดอยู่ด้านใน ไอเดียของเขาจึงจะให้ตึกนี้ถูกปกคลุม
ไปด้วยพืชทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือภายใน


เหมือนตึก TOD'S เขาได้สร้างโมเดลของฟอร์มต่างๆขึ้นในคอมพิวเตอร์ แล้วก็ส่งไปให้ engineer ทำการคำนวณ ตึกนี้
ทางวิศวกรโครงสร้างเรียกฟอร์มนี้ว่าเป็น free-form shell ซึ่งความหนาของตัวโครงสร้างคอนกรีตหนา 40 เซนติเมตร
เช่นเดียวกัน คนงานก่อสร้างงานนี้ก็จะมีคอมพิวเตอร์ โน้ตบุค ประจำตัว เพื่อดูแบบเวลาทำการสร้างตัว concrete form นี้
Ito ได้พูดต่อไปว่า ในขั้นตอนการออกแบบนี้ ทั้งสถาปนิก วิศวกร และ ผู้รับเหมา ก็ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการออกแบบ แต่ว่า
แต่ว่า drawing ที่สถาปนิกเขียนออกมา กับ drawing ที่วิศวกรเขียนนั้น มันไม่ใช่อันเดียวกัน แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ ตัว drawing
ทั้งหมดนี้จะถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน


หลังจากตึกสร้างเสร็จแล้วเป็นเวลาสักพัก เราแทบจะไม่เห็นรอยต่อระหว่าง landscape กับตัวสถาปัตยกรรมเลย


โครงการ Meiso-no-mon (Forest of Contemplation) 2006 ซึ่งใช้เป็น crematorium หรือ สถานที่เผาศพ,จัดงานศพ


เนื่องจากที่ตั้งของตึกนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขาต่างๆ เขาจึงมีไอเดียที่จะให้หลังคาของตึกนี้เป็นลักษณะขึ้นๆลงๆคล้ายๆกับภูเขา


และเนื่องจากแปลนต่างๆของอาคารนี้ได้ถูกกำหนดไว้เป็นอย่างดีแล้ว ทางสถาปนิกจึงมีหน้าที่ออกแบบในส่วนที่เป็น volume หรือ
ปริมาตรของ space ภายใน และ ออกแบบหลังคาที่เป็นลูกคลื่นอย่างที่เห็นในภาพ


รูปนี้แสดงรูปแบบต่างๆของหลังคา และ ทางเลือกต่างๆ ซึ่งหลังจากที่ส่งไปให้วิศวกรโครงสร้างแล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลงถึง
60 กว่าครั้ง


อันนี้เป็นรูปขณะก่อสร้าง ที่เห็นนั้นคือไม้แบบคอนกรีต ซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก Ito เขาบอกว่าสิ่งที่เป็นเหมือน
สิทธิพิเศษของสถาปนิกญี่ปุ่นก็คือ ไม่ว่าเขาจะมีโปรเจคที่สร้างยากเย็นเพียงใด เขาจะสามารถหาผู้รับเหมาที่จะก่อสร้างงานเขาได้
ครั้ง คือผู้รับเหมาเขาจะรู้สึกว่า เป็นเหมือนสิ่งที่ท้าทาย และ เหมือนกับได้รับแรงบันดาลใจ อีกทั้งเขายังรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นโปรเจค
ของเขาเอง (มีผู้รับเหมาไทยที่รู้สึกอย่างนี้บ้างไหมครับ?)


ผลก็คือ ผลงานที่ออกมานั้นเรียบ และ ปราณีตมาก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นหัวเสา


บางทีเมื่อเขาไม่ได้มีงานศพ ตึกนี้ก็มีการใช้งานเป็น concert hall


Tama Art University Library (2006) นี้เป็นโครงการที่สร้างเสร็จอันล่าสุดของ Ito


โครงการนี้เป็นห้องสมุดซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยที่สอนทางด้านศิลปะ ซึ่งอยู่แถวชานเมืองโตเกียว ที่โชว์ในรูปคือที่ตั้งของโครงการ
ซึ่งอยู่ตรงมุมซ้ายล่างของภาพ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับทางเข้าหลักของมหาลัย


ไอเดียแรกเขาจะรวมส่วนที่เป็นห้องสมุดกับส่วนที่เป็นสวนปฏิมากรรมเข้าด้วยกัน โดยที่ส่วนที่เป็นห้องสมุดนั้นจะอยู่ใต้ดิน
แล้วสวนนั้นอยู่ด้านบน แต่ว่าไอเดียนี้ก็ใช้ไม่ได้ เพราะว่ามีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถขุดลงไปทำชั้นใต้ดินได้


โมเดลอันนี้ เป็นเหมือนมองจากล่างขึ้นบน แสดงถึง space ที่เขาอยากได้ในไอเดียต่อมา


เมื่อพัฒนาต่อมา เขาก็จะใช้โครงสร้างในลักษณะคล้ายๆกับโปรเจค crematorium ด้านบน


หลังจากการพัฒนาแบบต่อไปเรื่อยๆ โครงสร้างได้ถูกพัฒนาออกมาเป็นแบบนี้ เพื่อให้มีความเรียบง่ายมากขึ้น


โมเดลเมื่อมองจากด้านล่าง


เมื่อจับโมเดลมาวางหงายจะเห็นว่าเสาและ arch แต่ละอันไม่ได้เรียงกันเป็นเส้นตรง แต่เรียงกันเป็นลักษณะเส้นโค้งแบบ random


ส่วนที่เป็นโครงสร้างเสานั้นเขาใช้เหล็ก เพื่อให้ตัวโครงสร้างบางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็ปิดทับด้วยคอนกรีตบนทั้งสองด้าน
ของเสาเหล็กนี้


นี่คือภาพขณะก่อสร้างซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ steel plate เป็นโครงสร้างหลัก


แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมองไม่เห็นส่วนที่เป็น steel plate เลย จะเห็นแต่ส่วนที่เป็นคอนกรีต


แต่ละ arch จะมีขนาดต่างๆกัน อันเล็กสุดจะมีช่วงยาว 2 เมตร ส่วนใหญ่สุดจะมีช่วงยาวถึง 17 เมตร


สวนภายนอกนั้นมีความลาดชันอยู่ที่ 1/20 ซึ่งเขาก็ได้นำมาใช้ในอาคารเช่นกัน คือ พื้นภายในชั้นแรกก็จะมีความลาดชัน 1/20
เช่นเดียวกัน


ส่วนที่เป็น gallery และ lobby


ชั้นสองเป็นส่วนที่เก็บหนังสือ และ เป็นบริเวณอ่านหนังสือ


ส่วนที่เป็นชั้นวางหนังสือ ก็จะวางเป็นเส้นโค้งให้รับกับตัวโครงสร้าง arch


Forum for Music, Dance and Visual Culture ที่ Ghent, Belgium เป็นโครงการประกวดแบบอันหนึ่ง ซึ่งเป็นอาคาร
ที่ไว้ใช้แสดงดนตรี การเต้นรำ และ ทัศนศิลป์ต่างๆ


ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ซึ่งเหมือนมีแม่น้ำรอบๆ และมีถนนต่างๆเข้ามาสู่ที่ตั้งนี้ จึงเป็นเสมือนที่ตั้งนี้ไม่มีด้านหน้าด้านเดียว


ก่อนที่เขาจะมาเข้าร่วมการประกวดแบบนี้ เขาได้เคยไปเดินเล่นในเมืองหนึ่งในประเทศโปรตุเกสในตอนกลางคืน เขาได้ยินเสียง
ดนตรีขึ้นมา เขาจึงเดินตามเสียงไป ซึ่งก็คาดว่าจะได้เจอสถานที่ที่เป็น concert hall ใกล้ๆ แต่ปรากฎว่าสิ่งที่เขาเจอนั้นเป็น ขั้นบันได
ซึ่งมีการเล่นคอนเสิรต์อยู่บริเวณชานพักของบันไดนั้น และเขาบอกว่ามันเป็นคอนเสิรต์ที่ค่อนข้างจะ free form มาก คือ คนเดินไป
มาใกล้ๆนักดนตรี บางคนก็กำลังดื่มน้ำอยู่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขานึกภาพเห็นในตอนที่เขาจะออกแบบโครงการนี้


นี่คือไอเดียเขา คือ สร้าง volume ขึ้นมาก่อน แล้ว ก็จุดตรงกลางจะเป็นจุดที่เป็นศูนย์รวมของผู้คนที่มาจากถนนต่างๆรอบๆ
ซึ่งก็จะจุดที่จะเป็นที่แสดงดนตรี


อันนี้เป็นโมเดลอันแรกที่เขาทำ ช่องที่เป็นช่องว่างจะเป็นส่วนที่เป็น concert hall ส่วนที่เป็นส่วนทึบคือส่วนสนับสนุนเช่นออฟฟิส


แล้วเขาก็คิดว่าโครงสร้างลักษณะไหนที่เหมาะสมที่สุดที่จะสร้าง form แบบนี้


ซึ่งตอนแรกก็คิดถึง รูปทรงของปะการัง


ทำไปทำมาก็ได้ออกมาเป็นแบบนี้ ซึ่งก็จะได้ส่วนที่เป็น space A และ space B


เมื่อเอามาซ้อนกันสองชั้นก็จะได้เป็นแบบนี้


เสร็จแล้วเขาก็นำโมเดลนั้นเข้ามาพัฒนาในคอมพิวเตอร์


เมื่อนำโมเดลอันนี้เขามาวางที่ site จะเห็นได้ว่าอาคารนี้แตกต่างจากสภาพแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง แต่ว่ามันจะเป็นโครงสร้างสำคัญ
ที่เป็นเหมือนจุดเป้าหมายของถนนต่างๆที่มุ่งมาสู่ตัวอาคาร


นี่คือ space ภายในอาคาร


ส่วนที่เป็นช่องว่างใหญ่ที่สุดตรงกลางของอาคารนี้จะเป็นส่วนที่เป็น concert hall ซึ่งมีที่นั่งประมาณ 1,800 ที่นั่ง
space ภายในถูกกั้นขอบเขตโดยใช้ glass partition ซึ่งจะทำให้ space ภายในนั้นเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด


Ito พูดต่อไปว่าออฟฟิสเขาได้เขารอบไปจนถึง 2 ทีมสุดท้าย แต่ว่าในที่สุดเขาก็ไม่ได้ชนะประกวดแบบครั้งนี้ หลังจากนั้น
โปรเจคนี้ก็ถูกยกเลิกไป


เนื่องจาก Ito นั้นเสียอารมณ์มากที่แพ้ประกวดแบบในครั้งนั้น เมื่อมีประกวดแบบครั้งต่อไป เขาจึงเอาไอเดียเดิมมาใช้อีกรอบ
(คนดูหัวเราะกัน) โปรเจคนี้เป็น Opera House ที่เมือง Taichung ประเทศไต้หวัน


โครงการนี้จะมีส่วนที่เป็น opera hall 3 อันคือ อันหนึ่ง 2,000 ที่นั่ง อีกอัน 800 และ 200 ที่นั่ง site นั้นอยู่ตรงกลางสวน
สาธารณะ


อันนี้เป็น section ซึ่งตรงทางขวามือเป็น hall ที่ใหญ่ที่สุด


space ภายใน


วิธีการสร้าง model ของเขาคือ เริ่มจากหยาบๆก่อน แล้วก็ ทำให้มันเป็น smooth surface


เขาได้สร้างโมเดลศึกษา space ภายในด้วย ด้วยการใช้แผ่น mesh ซึ่งคงคล้ายๆกับมุ้งลวดบ้านเรามาทำโมเดล


ซึ่งเขาก็ได้ที่ปรึกษาจากลอนดอนมาช่วย


space ภายใน hall ใหญ่สุด


space ในส่วน play house 800 ที่นั่ง


ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นตอนที่เรียกว่ายากที่สุด คือ เขาจะสร้างโครงสร้างนี้ได้อย่างไร โดยเขาได้เรียกตัวโครงสร้างนี้ว่า Catenoids


เขาได้แบ่งส่วนต่างๆของตึกนี้ออกเป็น 50 ส่วนโดยประมาณ


ในแต่ละส่วนจะประกอบไปด้วยโครงสร้าง truss หลายๆอัน แต่ละ truss ก็จะมี section ที่แตกต่างกัน


อันนี้เป็น detail drawing ของส่วนที่เป็น truss


นี่่เป็น mock up ของโครงสร้างที่เขาสร้างขึ้นเพื่อศึกษา


รูปของ mock up อีกอัน


เขาใช้ ส่วนที่เป็น mesh ถึง 3 ชั้น ในตัวโครงสร้างนี้


อันนี้เป็น study model ขนาดใหญ่ที่เขาทำเพื่อศึกษา space ภายใน hall


เขาบอกว่าถ้าทุกอย่างไปได้ด้วยดี ตึกนี้จะได้เริ่มก่อสร้าง ประมาณช่วงกลางปี 2008 ซึ่งผู้ว่าของเมืองนี้เขาอยากให้ตึกนี้เสร็จเร็วๆ
ประมาณปลายปี 2009 ซึ่ง Ito บอกว่าเป็นไปได้แต่ว่าจะทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 เท่าของแบบปกติ แล้วเขาก็ได้สิ้นสุดการ
บรรยายแก่เพียงเท่านี้


คนนี้คือ Hitoshi Abe เขาก็ถามคนดูว่ามีใครจะถามอะไรหรือไม่ ให้ถามได้ 2 คำถาม
คนแรกถามว่า งานที่เขาทำในญี่ปุ่นนั้นเขาสามารถหาผู้รับเหมาที่มีฝีมือในการก่อสร้างได้อย่างปราณีต แต่ถ้าคุณต้องทำงานที่อื่นๆ
นั้น คุณจะมีวิธีควบคุมคุณภาพในการก่อสร้างได้อย่างไร?
เขาก็พูดถึงว่าเขามีโปรเจคหนึ่งซึ่งกำลังออกแบบให้กับ University of California Berkeley ซึ่งเขาก็อยากจะโชว์ให้ดู แต่ไม่
สามารถทำได้ ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ต้องตกใจเมื่อได้พบว่า ค่าก่อสร้างใน California นั้นสูงกว่าค่าก่อสร้างในญี่ปุ่นถึง 1.5 เท่า
ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องสหภาพแรงงาน เขาอยากจะ ship คนงานญี่ปุ่นมาก่อสร้างที่นี่ (คนดูหัวเราะ) ซึ่งเขาอาจจะใช้วิธีก่อสร้าง
บางส่วนของอาคารในเอเชีย อาจจะเป็นที่ จีน หรือ ญี่ปุ่น แล้ว ship มาที่นี่ และเขาก็บอกว่า ส่วนใหญ่ที่งานออกมาคุณภาพดีนั้น
มันไม่ใช่เพราะฝีมือของเขา แต่เป็นเพราะคนงานก่อสร้างนั้น สร้างแบบที่ว่าเหมือนว่างานนั้นเป็นงานของตน และ มีความภาคภูมิใจ
ในผลงานของตน มันจึงออกมาได้มีคุณภาพดี
คนที่สองถามว่า คุณศึกษาเรื่อง acoustic และ การกันเสียงไม่ให้เกิดการรบกวนกัน (Sound Isolation) ในงาน concert hall
อย่างไร?
เขาตอบว่า เขาได้ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน acoustic ซึ่งเป็นทีมเดียวกันกับที่ทำ Walt Disney Concert Hall ของ Frank Gehry
มาช่วยออกแบบ ซึ่งคือบริษัท Nagata Acoustics เขาได้สร้าง acoustic model ขนาด 1:20 แล้วส่งไปที่เมืองไทเป เพื่อที่จะ
ทำการศึกษา เขาก็บอกว่าคนที่ Nagata นั้นทำท่าขมขื่นมากในตอนที่เขาเห็นโปรเจคนี้ครั้งแรก (คนดูหัวเราะ) ซึ่งที่สุดแล้วเขาก็
สามารถทำให้มัน work ได้ ซึ่งทาง Acoustic Consultant ก็ทำงานประสานร่วมกันกับ Structural Engineer ด้วย ถ้ามีส่วน
ไหนที่ไม่ work เขาก็จะปรึกษากันและช่วยกันหาวิธีแก้ไข

ขอขอบคุณถ้าท่านทนอ่านมาได้จนถึงจบ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ ถ้ามีคำแนะนำใด
กรุณาส่งมาที่ got_arch@yahoo.com ครับ

 
     

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา