Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

   

สวัสดีครับ พอดีผมได้มีโอกาสได้รู้จักกับคุณ ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ จากทางเว็บบอร์ดของสมาคมสถาปนิกสยาม และเห็นว่า ประสบการณ์เรียนและทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงอย่าง Morphosis และ Rafael Vinoly ของคุณณัฏฐวุฒิ น่าจะมีประโยชน์แก่วงการสถาปัตยกรรมบ้านเรา จีงได้หาโอกาสสัมภาษณ์คุณณัฏฐวุฒิมาให้ได้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

gotarch:
ขอให้คุณคุณณัฏฐวุฒิช่วยเล่าเกี่ยวกับประวัติของตัวเองนิดหนึ่งครับ
NP: ผมก็เรียนจบสถาปัตย์จากที่ ม. ขอนแก่นนะครับ เป็นเด็กขอนแก่น และสอบโควต้ามาเรียนโดยที่ไม่ได้สอบเอ็นท์ เรียนจบปุ๊ปก็ได้เข้ามา ทำงานในกรุงเทพ ช่วงที่เศรษฐกิจมันตก ก็เลยไปทำอินทีเรียก่อนที่บริษัท เอสบีเฟอร์นิเจอร์ เป็นฝ่ายออกแบบโชว์รูม ต่อมาก็ได้ มีโอกาสไปทำงานกับบริษัทอิตาเลี่ยนไทย ซึ่งกำลังสนามบินหนองงูเห่าอยู่ ก็เลยไปทำแบบ detail อยู่ปีหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไปทำ กับบริษัท IT International ก็ได้ร่วมทำงานแบบประกวดโรงเรียน Asian First Football Academy Stefan Effenberg ต่อมาก็ได้สมัครมาเรียนต่อที่อเมริกา พอดีที่ Ball State University เขาให้ทุนเรียนครึ่งหนึ่ง ก็เลยได้มาเรียน เลยเลือกเรียนเรื่องที่ผมสนใจคือเรื่อง digital fabrication in architecture น่ะครับ พอดีที่ Ball State เขามีอาจารย์คนหนึ่งที่เป็น president ของ ACADIA (Association for Computer Aided Design in Architecture) ก็เลยช่วยในเรื่องหัวข้อที่สนใจได้มาก ต่อมาก็ส่ง portfolio ไปเพื่อขอฝึกงานในหลายๆสำนักงานที่ใช้ระบบ digital fabrication ซึ่งพอดี Morphosis เขาตอบรับมา ก็เลยได้ไปทำ และ ก็เป็นข้อดี ที่ได้ไปทำงานในแอลเอ เพราะจะได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์บริษัทอื่นๆ ที่ใช้งานระบบนี้ด้วยเช่น Frank Gehry และ Greg Lynn ซึ่งโปรแกรมฝึกงานของ Morphosis เขาให้ฝึกได้แค่ 6 เดือน
ปัจจุบันก็ทำงานอยู่ที่บริษัท Rafael Vinoly, New York ครับ

gotarch: ช่วงที่ทำโครงการสนามบินสุวรรณภูมินี้ได้ทำงานในส่วนไหนบ้างครับ
NP: ผมก็เป็นสถาปนิกคนหนึ่งในทีมของผู้รับเหมาซึ่งช่วย clear แบบ shop drawing ในส่วนที่เป็น concourse ครับ
ซึ่งจากการได้ทำงานนั้นก็เป็นส่วนช่วยในตอนสมัครงานที่นี่ด้วย มันเลยเป็นอะไรที่เป็นจุดแข็งในเรื่องความรู้ด้าน construction
ของเรา

gotarch: ขอย้อนกลับไปสักนิดเกี่ยวกับเรื่องเรียนนะครับ คิดว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างการเรียนการสอนในไทยกับ
ที่ Ball State
NP: เท่าที่ผมรู้สึกเลยนี้เริ่มจากเรื่อง sketch นี้ก็ไม่เหมือนกันแล้วครับ ผมไม่ได้ว่านะ แต่ว่าบ้านเราจะต้องเริ่ม sketch กันให้สวยงาม ก่อน ซึ่งผมก็เป็นเหมือนกัน เด็กขอนแก่นก็เป็นอย่างนั้น ลงสีน้ำส่งสวยงาม แต่มาเจอเด็กฝรั่งเขา sketch แบบคิดน่ะครับ
สมัยก่อนผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ ที่ว่าพวก great ทั้งหลายเขา sketch กันยุ่งๆ จริงๆแล้วคือมันออกมาจากหัวเลย ว่าเขาคิดอย่างไร
space เป็นอย่างไร ไม่ได้เอาสวย เน้นไอเดียมากกว่า แต่ข้อดีของเด็กไทยคือ practical มากกว่า คือ จบมาแล้วทำงานได้ดีกว่า
เด็กฝรั่งจบมาแล้วอาจจะเพ้อฝันมากกว่า ไม่ได้ว่าของไทยไม่ดีนะครับ แค่แตกต่าง อีกอย่างข้อได้เปรียบของฝรั่งคือ เขามีเทคโนโลยี
และ การนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นได้ดีกว่าเรา


ขณะฝึกงานที่ Morphosis

gotarch: Thesis ที่ทำที่ Ball State นี่มีลักษณะเป็นยังไงครับ
NP: โปรแกรมที่ผมเรียนนี้เป็นโปรแกรม M. Arch2 ซึ่งเป็น post professional program คือ ไว้สำหรับคนที่เรียนจบสถาปัตย์
แล้ว ทำงานแล้วมาได้สักพักหนึ่ง แล้วอยากจะค้นหาอะไรสักอย่างซึ่งจะเป็นโครงการอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรม คือ อาจจะ
ไม่ต้องออกมาเป็นตึกเหมือนตอนทำสมัยปริญญาตรี ผมก็พยายามจะเน้นไปที่ digital technology in architecture ซึ่ง case
study ผมก็นำระบบของ Morphosis, Frank Gehry และ Greg Lynn มาเปรียบเทียบกัน และหาวิธีว่าจะนำมาใช้ได้อย่างไรกับ ประเทศของเรา
ยกตัวอย่างเช่นของ Frank Gehry เขาก็จะเริ่มจาก Function ของตึก แล้วก็ทำออกมาเป็นโมเดลกล่องๆ แล้วก็เอามาเรียงๆกัน
เสร็จปุ๊ปเขาก็เอากระดาษมาแปะๆให้เป็น curve เสร็จแล้วเขาก็ใช้โปรแกรม Rhino และ Digitizing Arm สแกนโมเดลเข้า
คอมพิวเตอร์ แล้วเขาก็เอาไปสร้างเป็นตึก โดยส่งให้ผู้รับเหมาเป็น digital file ไปเลย ซึ่ง process ของ Morphosis และ
Greg Lynn ก็จะแตกต่างออกไป
คราวนี้ผมก็คิดทีสิสผมขึ้นมา โดยให้สลับกันจากของ Gehry โดยให้สแกนวัสดุในรูปร่างต่างๆเข้ามาในคอมพิวเตอร์ แล้วก็นำวัสดุพวกนั้นไปตัดในส่วนที่เราไม่ต้องการ แล้วนำมาต่อเข้ากันใหม่ เพื่อให้เป็นอาคารขึ้นมา
อีกตัวอย่างหนึ่งเช่น SHOP Architects เขาบอกว่าเขาสามารถคิดวิธีที่ทำให้ค่าก่อสร้างนั้นถูกกว่าวิธีของ Gehry โดยที่ถ้าเขามีแผ่นวัสดุผนังอย่างหนึ่ง เขาจะทำอย่างไรให้ใช้วัสดุนั้นได้โดยไม่เสียเศษ โดยการใช้ digital technology
เข้ามาช่วยคอนโทรลทุกอย่าง


Model shop ของ Morphosis

gotarch: ระหว่างที่เรียนอยู่คุณคุณณัฏฐวุฒิได้ไปฝึกงานที่ Morphosis ช่วยเล่าประสบการณ์ให้ฟังหน่อยครับ
NP: Morphosis เป็นบริษัทที่เล็ก คือมีคนประมาณ 30 คนครับ แต่ว่าเก่งๆทุกคน เขาค่อนข้างจะทำงานประกวดแบบซะเยอะมาก
โดย Thom Mayne นี้จะเป็นคนหลัก และ จะมี project architect เป็นคนคอยประสานงานทุกอย่าง และ ก็จะมี designer ซึ่ง
จะช่วย Thom Mayne ในการดีไซน์และทำโมเดล คือ designer นี้ต้องมี sense ถึงกันระหว่าง Thom Mayne ถ้า sketch
อย่างนี้ จะต้องทำโมเดลออกมาเป็นอย่างไรถึงจะสวย ทีนี้จะมี architect อีกคนจะคอยช่วยในงานฟังก์ชั่น คือ คอยจัดแปลนให้มัน
เวิร์ค และ จะมี intern (ฝึกงาน) ผมก็เป็น intern คนหนึ่งซึ่งตอนนั้นทำ Phare tower ซึ่งเป็นการประกวดแบบตึกสูง ใน Paris ประเทศฝรั่งเศส ที่ morphosis ชนะ ซึ่งผมก็ช่วยทำหลายอย่าง เช่น เขียนแบบ ทำโมเดล study
จุดแข็งของบริษัท morphosis อีกอย่างก็คือ เขามีบริษัทที่ปรึกษาระดับเยี่ยมมาช่วย เพราะ Thom Mayne เขาบอกเลยว่า
เขาจะไปรู้งานระบบทุกๆอย่างก็ไม่ได้ สถาปนิกก็เป็นตัวกลางเชื่อมทุกอย่าง งานนี้ทางวิศวกรโครงสร้างก็ได้บริษัท RFR Ingenieurs มาช่วย และ ได้ทีมสถาปนิกท้องถิ่นของฝรั่งเศสมาช่วยเช่นกัน เขาได้มีการใช้ detail จากโปรเจคเก่าๆ มาใช้ด้วย เช่น ในงาน Paris นี้เขาก็นำ double skin facade ซึ่งเคยใช้ในงาน Federal Building ที่ San Francisco มาใช้อีก

ในส่วนขั้นตอนการออกแบบนั้น designer เขาจะเริ่มจากการทำ pragmatic model ขึ้นมาก่อน คือ เป็น study model ซึ่ง
สร้างขึ้นจากข้อจำกัดหลายๆอย่างของ site ก่อน เช่น ด้านนี้ต้องถอยร่นเท่านี้ ตรงนี้สูงได้แค่นี้ ตามกฏหมาย (หรือ ประมาณว่าตาม
ข้อจำกัดหลายๆอย่าง และ ฟังก์ชั่นของตึก) ซึ่งก็สร้างขึ้นมาเป็น 3D model ก่อน หลังจากนั้นเขาก็เริ่มสร้าง model จริง หรือ อาจจะ print ออกมาจาก 3D printer แล้ว Thom Mayne ก็จะมาดู จับส่อง จับหมุนไปมา เอาดินสอมาปาดไปปาดมา ทำโมเดล
กันออกมาเยอะมาก กว่าจะออกมาเป็นแบบสุดท้าย เขาจะเริ่มทำจากโมเดลอันเล็กๆก่อน แล้วก็จะเริ่มใหญ่ขึ้น และก็เริ่มซูมตรงนั้น
ซูมตรงนี้ และก็จะมีการประสานงานกันกับพวกทำแปลนตลอด
อีกอย่างคือ Thom Mayne เขาจะเน้นเรื่อง space มาก วันหนึ่งเขาจะพูดคำว่า space บ่อยมาก ซึ่งก็เป็นจุดเด่นของงาน Morphosis คือ space จะต้องหวือหวา
ในการทำ presentation นี้ ก็จะสำคัญมาก เขาจะมีการเตรียมตัว และ มีการรวบรวมคนทั้งออฟฟิสมาดู และ มารวมหัวกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้บอร์ดมันดูดีที่สุด คือ แค่เรื่อง font เขาก็ต้องเลือกอันที่ดีที่สุด
คนที่ทำงานใน Morphosis เขาก็รักกันดีครับ เพราะมีกันแค่ 30 คน แต่เขาแข็งแกร่ง อบอุ่น ผมก็ร่วมเตะบอลกับเขาประจำครับ


ออฟฟิสของ Rafael Vinoly

gotarch: แล้วหลังจากนั้นมาทำงานกับบริษัท Rafael Vinoly เป็นยังไงบ้างครับ
NP: Rafael Vinoly นี้เป็นบริษัทใหญ่ครับ ซึ่งสมัยที่เขายังไม่ดังผมคิดว่าเขาคงเป็นอย่าง Morphosis แต่พอเขาดัง แล้วเขาก็จะมีการแบ่ง department ชัดเจนมาก คือ มีแผนก architect, graphic design, archive, ห้องสมุด ซึ่งตอนที่ทำ Morphosis ผมก็ ส่วนใหญ่ทำเองทุกอย่าง แต่ที่นี่ไม่ได้ format เขาจะมีมาตรฐานเป๊ะๆเลยครับ ยกเว้น ถ้าจะทำกันดูภายในบริษัทเอง แต่ถ้าจะทำแบบ present จะต้องใช้ format ของเขา มันชัดเจนมากตอนบางทีผมทำแล้วรู้สึกอึดอัด คือบางทีเราต้องไปอธิบายให้แผนกอื่นฟัง ว่ามันเป็นแบบนี้ ซึ่งถ้าเราทำเองมันก็เสร็จไปตั้งนานแล้ว
ในแง่ขององค์กรของบริษัท ก็จะมี Rafael นี้เป็นหลักใหญ่ เป็น Hero ของบริษัท และ ก็จะมี Director เป็นคนคอยประสานงาน
กับลูกค้า และ ก็จะมี designer คอยช่วยออกแบบ ซึ่งเขาก็จะมีการแบ่งทีมออกเป็น ทีมที่ทำงานประกวดแบบ และ ทีมที่ทำงานทั่วไปที่ไม่ใช่ประกวดแบบ ซึ่งตอนนี้ผมก็ทำงานโรงแรมอยู่ที่ไม่ได้เป็นงานประกวดแบบครับ
ในด้านขั้นตอนการออกแบบนั้น Vinoly เขาจะเป็นคนวางคอนเซปต์หลัก แล้วเขาก็จะมาให้ designer เป็นคนช่วยออกแบบ ทำโมเดล ซึ่งบางที Vinoly เขาก็ขึ้นโมเดลคราวๆเองเลย แล้วเอามาให้เราทำต่อ บางทีเขาก็มานั่งประกบเลย แล้วบอกว่าผมจะเองอย่างโน้น อย่างนี้ แล้วก็เดินไปเล่นเปียโน กลับมาต้องให้เสร็จ เขาค่อนข้างจะดุ เพราะว่าลูกน้องเขาตั้งสองร้อยคน


บรรยากาศภายในออฟฟิสของ Vinoly

บางทีมีประกวดแบบอันหนึ่ง Vinoly เขาก็มีหลายๆไอเดีย แต่ด้วยความที่เขามีประสบการณ์สูง จึงทำให้เขาสามารถเห็นได้ว่า แบบนี้จะต้องชนะประกวดแบบ และ หลายๆอันเขาก็ชนะจริงๆ คือ ผมว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมีส่วนสำคัญ
บางทีเขาจะโน้มน้าวลูกค้าในแบบค่อนข้างดุดัน บางทีเขาก็ไม่ได้ยอมลูกค้าไปตลอด
ในด้าน Physical Model (โมเดลจริงที่ไม่ใช่คอม) ของที่นี่เขาอาจจะไม่ทำมากเท่าที่ Morphosis แต่จะเน้นไปทาง 3D model มากกว่า อาจจะเป็นเพราะ Vinoly เขา 3D modeling จากในคอมได้ค่อนข้างเยอะแล้ว เลยไม่ค่อยจำเป็นที่ต้องใช้ physical model ผมว่างานที่ Vinoly นี้จะค่อนข้างคล้ายเมืองไทยหน่อย ซึ่ง Morphosis เขาจะค่อนข้างไปทางหาสิ่งใหม่ บางที Thom Mayne เขาไปเห็นรูปอะไรที่น่าสนใจใน magazine เขาก็จะฉีกเอามาวางไว้บนโต๊ะ designer เลย

gotarch: สุดท้ายนี้มีอะไรที่จะฝากสำหรับท่านที่อยากจะมาเรียนต่อหรือทำงานในอเมริกาบ้างไหมครับ
NP: อยากจะบอกว่าเรื่องโชคมันก็มีส่วน ผมว่าส่วนหนึ่งคือผมโชคดีครับ อย่างที่คณะสถาปัตย์ทุกที่สอนไว้ล่ะครับ คือ ขยันเข้าไว้ สักวันหนึ่งมันก็คงเป็นวันของเรา ผมก็สามารถบอกได้เลยว่า คนไทยนั้นสู้ต่างชาติได้ แต่ว่าเทคโนโลยีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในเรื่อง เทคโนโลยีนั้นมันก็เป็นแค่ส่วนสนับสนุนในเรื่องการออกแบบเท่านั้น แต่เราก็ไม่ควรทิ้ง อย่างเช่นงานของ Zaha Hadid ซึ่งเมื่อก่อน ไม่ค่อยมีได้สร้าง แต่สมัยนี้เริ่มได้สร้างเยอะขึ้น เพราะว่าเทคโนโลยีมันไปถึงแล้ว

gotarch: ต้องขอขอบคุณคุณณัฏฐวุติที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์ไว้ ณ. ที่นี้ด้วยครับ

สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2550

 
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา