Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

   

พอดีผมได้มีโอกาสได้มาพูดคุยกับพี่ กุลภัทร ยันตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาปนิกที่มีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ เพราะเคยร่วมทำงาน
กับสถาปนิกที่ได้รับรางวัล Priztker Prize อย่าง Tadao Ando เคยเป็น project architect ในงาน Fort Worth Art
Museum ที่ Texas และ ร่วมออกแบบอีกหลายๆงานส่วนใหญ่อยู่ใน อเมริกาและ ยุโรป ซึ่งขณะนี้พี่กุลภัทร ก็ได้มาเปิดออฟฟิส
ของตนเองที่ Los Angeles ซึ่งมีชื่อว่า wHY ARCHITECTURE คราวนี้เราก็จะมาคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ การทำงาน
ที่ผ่านมา งานใหม่ๆ และ ความคิดเห็นต่างๆของสถาปนิกท่านนี้กัน

gotarch:
ขอให้พี่กุลภัทรช่วยเล่าเกี่ยวกับประวัติของตัวเองนิดหนึ่งครับ
คุณกุลภัทร: ผมเกิดที่กรุงเทพ เรียนปริญญาตรีที่จุฬาตั้งแต่เมื่อปี 85- 90 เสร็จแล้วก็ไปเรียนต่อปริญญาโท-เอกที่ญี่ปุ่นที่ Tokyo
University เมื่อปี 90-96 หลังจากนั้นก็ทำงานที่บริษัทของ Tadao Ando ช่วงปี 1996 - 2003 พอปี 04 ก็มาเปิดออฟฟิสที่
Los Angeles นี่ ก็ประมาณสี่ปีได้แล้วครับ

gotarch: แล้วตอนที่พี่ไปเรียนต่อที่ Tokyo University นั้นเป็นยังไงบ้างครับ
คุณกุลภัทร: ที่ผมอยากจะไปเรียนต่อญี่ปุ่นทีแรกนี้ เพราะช่วงนั้นคิดว่าสังคมมันค่อนข้างจะฟองสบู่ คือว่า มีคนไปเรียนต่อที่อเมริกา กลับมาก็เป็น yuppy (คนรุ่นใหม่ในเมืองที่ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย) คือ ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยตรงกับที่ผมอยากจะเป็น
และตอนที่ผมอยู่ที่เมืองไทย ผมก็ค่อนข้างที่จะชอบคิด ในเรื่อง identity
ในช่วงทำ thesis และหลายๆอย่างนี้มันมีกระบวนการที่บังคับให้เราคิดเรื่อยๆเรื่อง identity ของเรา
เพราะผมรู้สึกว่าทำไม งานร่วมสมัยที่มีกลิ่นของคนไทยเนี่ย ทำไมมันมีแต่งานแบบก็อปปี้แต่เกรด C ของฝรั่ง แต่ไม่มีค่อยงานดีๆ
และผมก็รู้สึกว่า คนที่ไปเรียนที่อเมริกา และก็คิดว่าของที่อเมริกานั้นดี แล้วกลับมาก็มาก็อปปี้แบบ C , B- แล้วก็คิดว่าดีแล้ว
ทำไมเราไม่คิดว่าของเราก็ดีแล้ว และไม่เริ่มจากของเราเอง ณ ตรงนั้นผมก็เลยมองไปที่ประเทศอื่นๆที่อยู่ในสภานภาพคล้ายๆกับของเรา
ก็มี อินเดียบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง บราซิลบ้าง และก็ เม็กซิโก คือ ไม่ใช่ว่าเค้าจะปกป้องวัฒนธรรมของเขา แต่ว่าเขาเข้าใจตนเอง และ
ไม่หลงฝรั่ง ที่ผมไม่ค่อยชอบอเมริกา เพราะผมรู้สึกว่า เราเป็นทาสความคิด คือ ถ้าเรา import ของเข้ามาในเมืองไทยนี้ เราไม่ใช่แค่
import วัตถุแต่เหมือนกับว่าเรายอมรับว่าเขานั้นเหนือกว่าเรา แล้วอันนั้นก็คือสูงที่สุดแล้ว เราจะทำยังไงก็ตามก็จะไม่ดีเท่านั้น


นิตยสาร ARCHITECT ลงบทความเกี่ยวกับงาน Grand Rapids Arts Museum

แล้วช่วงนั้นที่ผมยังเรียนอยู่ มันมีคลื่นของ สถาปนิกญี่ปุ่นหลายๆคน ผ่านสื่อต่างๆ มี Maki, Isozaki, Ando, Ito
แล้วเราก็รู้สึกว่างานมันมีหลายรูปแบบมาก แต่ว่าของทุกคนก็มีกลิ่นญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางนามธรรม หรือ เรื่องของรายละเอียด
ในขณะเดียวกันงานก็ไม่ใช่ลักษณะที่ว่า เอากล่องมา แล้วก็ เอาชฎามาใส่หัว ผมเลยรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นนี่ อาจจะเป็นที่ดี
ที่เราจะไปดูว่าเค้าทำยังไง ผมก็เลยสมัครทุน แล้วก็เลยได้ทุนของญี่ปุ่นไปเรียน ที่นู่น
ตอนที่ไปเรียนก็ไม่รู้เรื่องเลยว่าที่ญี่ปุ่นเขาสอนอะไรยังไง รู้แต่ว่าการที่ไปญี่ปุ่นนี้ มันไม่ใช่เรื่องของมหาลัย
แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ระบบการศึกษาที่ญี่ปุ่นนี้ มันเหมือนกับระบบการศึกษาในยุโรป คือว่า
ค่อนข้างจะให้อิสระภาพกับนักเรียนเยอะ คือ ผมเรียนปริญญาโท 2 ปีนะครับ แล้วก็ปริญญาเอก 3 ปี คือ ปริญญาโทนี้ก็มี course
work เหมือนทั่วไป และ ก็มี design work บ้าง แต่ว่าจะเน้นเรื่อง research กับ thesis และ ตัว design work
นี้ก็ควรจะสัมพันธ์กับ research กับ thesis ซึ่งในตอนนั้นผมสนใจเรื่องญี่ปุ่น

thesis ของผมเกี่ยวกับเรื่อง สวนญี่ปุ่น และ บ้านญี่ปุ่น ผมศึกษา villa architecture ที่มี landscape architecture เป็นหนึ่ง
โดยเลือกตัวอย่างมา 20 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นบ้านของแต่ละยุคสมัยที่มีชื่อเสียงนะครับ แล้วก็วิเคราะห์อย่างไม่เอาความเห็นมาเกี่ยว คือ ญี่ปุ่นนี้เป็นประเทศที่เน้นเรื่องการรวบรวมเอกสาร อย่างทีสิสผมนี้ ตัวทฤษฎีก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าผมก็ต้องวาด drawing ใหม่ทั้งหมด
ทั้งแปลน รูปตัด ต้องวิเคราะห์รายละเอียด คือ ตัวชิ้นงานตัวนั้นเป็นตัวที่ญี่ปุ่นเขาจะนึกถึงกัน ซึ่งมันก็อาจจะต่างจาก
ของฝรั่งนิดหนึ่งตรงที่ว่า คุณต้องทำงานให้หนักตรงนั้น คือ ถ้าคุณมีไอเดียที่ดีนี่มันก็ยิ่งแจ๋วเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าคุณไม่มีไอเดียที่ดีนี่
อย่างน้อยตัวงานแรงงานนี้ก็ยังมีประโยชน์สำหรับคนอื่นบ้าง อย่างในห้องทีสิสของญี่ปุ่นนี้ ตัวผลการแก้ปัญหามันอาจจะดีมั่งไม่ดีมั่ง
มันก็แล้วแต่คน แต่ว่าถ้าคุณมองตัวงานแรงงานที่ทุกคนทำเนี่ย มันค่อนข้างที่จะน่าชื่นชม ในขณะเดียวกันฝรั่งเขาไม่เน้นตรงนั้น
เขาเน้นไอเดีย คือถ้าไอเดียคุณดี ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีพี้นความรู้ เท่าไหร่ บางทีเขาก็สามารถสรุปกันง่ายๆว่ามันเป็นอย่างนี้
ในตอนนั้นผมค่อนข้างที่จะสนใจที่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างงานสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติ ของญี่ปุ่นนี้มันวัดได้หรือเปล่า สมมติว่าผม
อยากจะดูว่า ถ้าจะให้บ้านกับสวนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีด้วยกัน พื้นบ้านจะต้องสูงกว่าพื้นสวนเท่าไหร่ หันหน้าไปทางไหน สวนต้องลึก
แค่ไหน บางทีที่คุณเห็นสวนที่สวยๆนี้ คุณก็อยากจะวิเคราะห์ว่า ตอนที่คนมันออกแบบตรงนี้ขึ้นมาเนี่ย เขาคิดยังไง ทำไมมันถึงออกมา
เป็นอย่างนี้


Casa Wasaka, Osaka, Japan โดย wHY ARCHITECTURE

ส่วนปริญญาเอกนั้น ผมก็รู้สึกว่าผมควรจะทำเรื่องอะไรเกี่ยวกับเมืองไทย ในขณะเดียวกันผมก็ไม่อยากทำเรื่องที่ว่า ทำยังไง
สถาปัตยกรรมนั้นต้องมองดูเป็นไทย ผมก็มองว่า ไอ้ความเป็นไทยนี่มันน่าจะอยู่ลึกๆในตัวของเราเอง ตอนนั้นผมก็ค่อนข้างที่จะ
ชอบหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Social Logic of Space ซึ่งมันพูดถึงว่า space นี้มันมีสองอย่าง คือ space ที่ถูกกำหนดจาก
สภาพแวดล้อม จากสถาปัตยกรรม จากเมือง และก็จะมี space ที่คนนั้นสร้างขึ้นมากจากกิจกรรมของตัวเอง ซึ่งในตอนนั้น
ยกตัวอย่างเช่น มาบุญครอง ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์การค้าที่ค่อนข้างหรูหราในสมัยก่อนนู้น เรียกได้ว่าหรูหราที่สุดในเมืองไทย
ซึ่งนั่นก็คือภาพลักษณ์ใช่ไหมครับ แต่สุดท้ายมันก็ไม่เวิร์ค มันก็กลายเป็นโบ้เบ้ไป เพราะว่ากิจกรรมที่คนต้องการสำหรับตรงนั้น
เหมือนกันว่าไอ้ตัว form กับการใช้ มันไม่ตรงกัน และ ผมก็รู้สึกว่าบ้านของเมืองไทยที่เรา import มาจากเมืองนอก ไม่ว่าจะเป็น
รูปแบบต่างๆ มันไม่ work สำหรับคนไทยเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นคนชอบนั่งกับพื้น ที่บ้านผมก็จะมีโซฟา แต่ผมก็ยังนั่งกับ
พื้นแล้วก็เอาหลังพิงโซฟา ผมก็เลยมีความคิดว่า ถ้าไอ้ความเป็นไทย มันมีอยู่จริงในปัจจุบัน มันก็น่าจะมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน
ของเรา ไม่ได้เกิดจาก symbol

ในทีสิสปริญญาเอกผมจึงมามองเรื่องกรุงเทพ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นข้อดีข้อไม่ดีนี้ มันเกิดขึ้นมาเพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของเรา
เช่น การไม่มีแปลน ปล่อยให้คนทำตามใจ ปล่อยให้เศรษฐกิจกำหนดเส้นทางต่างๆ ซึ่งทีสิสของผมนี้จะเป็นเรื่องของ Urban Design
แทบจะไม่เป็นงานสถาปัตยกรรมเลย คือ พูดถึงช่วงที่กรุงเทพเปลี่ยนจากใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลักมาเป็นทางถนน ซึ่งก็สักประมาณ
100 ปี ที่ผ่านมานี้ ว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นนั้น เกิดมาจากอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ชื่อทีสิสผมคือ Water Logic คือ พูดถึงว่าไอ้
logic ที่เราใช้นี้ มันไม่เหมือนกับ logic ปกติ เนื่องจากว่าเมืองไทยนี้ เป็นเมืองเกษตร เพราะฉะนั้นการใช้ space ของคนไทยนี้
มันถูกบังคับเยอะ โดยที่เราไม่เคยคิดมาก่อน สรุปสั้นๆว่า ในการใช้ space ของคนไทยนี้ ตั้งแต่ระดับเล็กไปถึงระดับใหญ่ มันมี
logic ของเราเอง ซึ่งถ้าเราเข้าใจตรงนี้เนี่ย มันจะทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็สรุปเรื่องอย่างนั้นนะครับ โดยไม่ได้พูดถึงรูปทรง
ของสถาปัตยกรรม


Casa Wasaka, Osaka, Japan

gotarch: แล้วยังไงพี่ถึงได้ไปทำงานกับ Tadao Ando ได้ครับ
คุณกุลภัทร: คือตอนนั้นผมทำ workshop ที่เมืองไทย ชื่อ Bangkok in 2 Weeks ช่วงปี 96 แล้วทางอาษา
(สมาคมสถาปนิกสยาม) ได้เชิญ Ando ไปพูด เนื่องจากผมพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เขาก็บอกว่าให้มาช่วยดำเนินงานหลังจากการบรรยาย
ด้วย ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันของ Ando กับสถาปนิกไทย ซึ่งก็มี อาจารย์ ภิญโญ สุวรรณคีรี และ พี่เต้ย (คุณ นิธิ สถาปิตานนท์) ด้วย
หลังจากนั้น Ando เขาก็อยู่ที่เมืองไทยต่อ ได้พูดคุยกันก็เลยถูกคอ เขาก็อยากให้พาไปดูสถานที่ต่างๆ เช่น บางปะอิน และ อีกหลายๆที่
พอเขาจะกลับญี่ปุ่นเขาก็บอกว่า ถ้ากลับไปที่ญี่ปุ่นให้แวะไปเจอเขาหน่อย พอผมกลับไปญี่ปุ่นผมก็เลยแวะไปเจอเขา และใช้เวลาอยู่ที่
Osaka ประมาณอาทิตย์หนึ่ง เขาก็ดีมาก ให้คนที่ออฟฟิสพาไปดูตึกต่างๆนะครับ แล้วก็ได้พูดคุยกัน เขาก็ถามว่า แล้วนี่จะไปทำอะไร
ต่อ ผมก็บอกว่าอาจจะกลับไปเมืองไทยไปสอนหนังสือ เขาก็บอกว่า นี่เขามีประกวดแบบที่อเมริกา จะมาทำด้วยกันมั้ยล่ะ ผมก็เลย
บอกว่าก็ดี เพราะผมก็กำลังว่างๆอยู่ ผมก็เลยย้ายไปอยู่ที่ Osaka ประมาณ 7-8 เดือน หลังจากจบงานผมก็กลับบ้าน ปรากฏว่าไอ้
ประกวดแบบนี้มันชนะ เขาก็โทรมาเรียก บอกว่าให้กลับมาทำต่อ ผมก็เลยได้ไปทำ full time ที่นั่นต่อ มันก็คล้ายๆกับเป็นความ
บังเอิญและโชคชะตานะครับ

gotarch: ตอน Ando เขามาเมืองไทยนี่เขามีความคิดยังไงกับเมืองไทยมั่งครับ
คุณกุลภัทร: Ando เขาสอนผมเยอะมากในการมองอะไรต่างๆนะครับ อยากตอนที่ไปบางปะอินเนี่ย
เราก็พอจะเข้าใจว่ามันเป็นวังใช่มั้ย ครับ มีอาคารต่างๆ มีน้ำ ซึ่งเขาก็สนใจ เนื่องจากว่าเขามีโปรเจคอันหนึ่งที่ญี่ปุ่น
ซึ่งมีสระน้ำใหญ่อยู่ตรงกลาง และ มี pavilion ต่างๆ
ซึ่งเขามองเกินไปกว่ารูปแบบ หรือ รูปทรง เขาจะมองไปที่คอนเซปต์มากกว่า อย่างเวลาเขามองวัดนี่ แทนที่เขาจะพยายามที่จะเข้าใจ
วัฒนธรรม เขามองไปถึงเหตุผล หรือ ว่าที่มาของการแก้ปัญหาต่างๆนี้ ทำให้เขาสามารถที่จะใช้ประโยชน์กับของต่างๆนี้ง่ายขึ้น
สำหรับผมเองแล้วมันเปลี่ยนวิธีมองเรื่องประวัติศาสตร์ ของผมมาก คือผมเคยมองว่าประวัติศาสตร์นี่คือเป็นเรื่องที่คนเล่าต่อๆกันไป
คือมันเป็นเรื่องของคนกับสังคม แต่พอเวลา Ando มองเนี่ย เขามองเพื่อเอามาใช้ประโยชน์


Casa Wasaka, Osaka, Japan

gotarch: มีตัวอย่างซึ่งเป็นรูปธรรมไหมครับ ยกตัวอย่างเช่นเวลา Ando เขาไปดูวัดไทยเนี่ย เขาเห็นอะไรหรือใช้ประโยชน์อะไร
คุณกุลภัทร: ผมคิดว่า สมมติเข้าไปในวัดนะครับ เขาจะมองถึง จะเรียกว่า logic ก็ไม่เชิง คล้ายกับว่าทำไมรูปทรงอันนี้ถึงถูกใช้
space ตรงนี้ ที่มันเป็นอย่างนี้เพราะว่ามันต้องมีการใช้อย่างนี้แน่เลย ก็ไม่ใช่ว่าเขามองข้ามกับการเป็น symbol กับปัญหา
คือเขามองจากมุมมองของคนที่เป็นคนออกแบบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลอกไปใช้กันง่ายๆ เนื่องจากงานเขานี้เป็นงานที่เป็นนามธรรม และ
เรียบง่ายมาก เพราะฉะนั้นอะไรที่แตกออกไปจากนั้นเนี่ย มันจะมีเหตุผล ว่าทำไมกำแพงนี้ไม่ได้ตรง คือ เหมือนกับเขาจะมองเห็นถึง
เหตุผลที่ทำให้เกิดตัวงานนั้นขึ้นมาได้นะครับ ผมว่าก็เป็นอะไรที่หลายๆคนก็คงจะทำได้ แต่ผมไม่เคยเห็นใครที่ชัดเจนขนาดนั้นไง
หลังจากที่ผมทำงานกับเขา หลายๆงานที่ต่างประเทศ ก็ได้เดินทางกับเขา คุยกับเขา ผมก็เลยคิดเหมือนๆกับเขา อย่างเวลาเห็นงานต่างๆ
เนี่ย เราก็ชื่นชมความสำเร็จที่แต่ละสังคม แต่ละวัฒนธรรมมันมี แต่เราก็เริ่มมองลึกลงไปว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ เหตุผลมัน
คืออย่างนี้ๆ มันก็เป็นอะไรที่ติดอยู่ในหัวคุณอยู่ คือเหมือนกับ คุณมองของอย่างหนึ่งเนี่ย คุณเก็บไว้ในคลังข้อมูลของคุณ
ถ้าคราวหน้าผมจะต้องทำนอกชานเนี่ย ผมรู้ว่าผมจะต้องมองนอกชานยังไง แล้วทำไมนอกชานแบบนี้ถึงให้ความรู้สึกต่างจากแบบนั้น
ทั้งที่ dimension มันคล้ายๆกัน ถ้าคุณจะให้แสงเข้ามาตรงนี้เนี่ย คุณทำตรงไหน คือ มันไม่ใช่แค่เรื่องของรายละเอียดนะครับ
แต่มันเป็นเรื่องที่ว่า ทำไมห้องหนึ่งกับอีกห้องหนึ่งเนี่ย มันถึงไม่เหมือนกัน แล้วทำไมเขาถึงทำให้ไม่เหมือนกัน

หลังๆผมคิดมากไปเรื่อยๆว่างานสถาปัตยกรรมเนี่ยมันเหมือนกับอาหารนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยหรืออาหารฝรั่งนะครับ
ถ้าคุณกินอาหารที่มันอร่อยที่มันเป็นเกรด A เนี่ย นอกจากว่ามันจะอร่อยลิ้นแล้ว มันทำให้คุณคิดว่า รสชาดนี่มันประหลาด
มันใส่อะไรหรือเปล่า ทำไมเนื้อมันอ่อนผิดปกติ หรือ วิธีการหั่นที่มันไม่ปกติ เหมือนกับงานสถาปัตยกรรมนี้
นอกจากมันจะทำให้คุณรู้สึกดีทางสายตาแล้ว มันก็ยังมีผลต่อสัมผัสอื่นๆอีกด้วย ซึ่งอาหารนี่มันเข้าใจง่ายกว่า
เพราะเป็นของที่ทุกคนเสพ แต่งานสถาปัตยกรรมนี้ ผมว่าคนทั่วไปยังเสพไม่เป็น ส่วนอาหารนี้ ถ้ามันอร่อยก็คือมันอร่อย คุณไม่สามารถ
ไปหลอกคนอื่นได้ แต่ถ้างานสถาปัตยกรรมนี้คุณยังพูดหลอกไปได้เรื่อยๆ ก็บอกว่าอันนี้มันดี แล้วคนก็อาจจะเห็นดีด้วย ที่ผมชอบ
เปรียบเทียบอาหารกับงานสถาปัตยกรรมนี้ เพราะว่า อาหารไทยนี้เป็นเอกลักษณ์ แต่ทำไม่งานสถาปัตยกรรมถึงไม่เป็น ผมจึงมีความรู้สึกว่า ถ้าเราสามารถเจาะไปได้ตรงนั้น มันก็น่าจะมีข้อดีขึ้นมาได้

gotarch: แล้วพี่มีคำตอบได้บ้างหรือยังครับ เกี่ยวกับความเป็นไทยนี่
คุณกุลภัทร: ของผมอย่าง museum ที่ Grand Rapid นี่ เนื่องจากผมใช้คอนกรีต ผมก็คิดว่าคนจะมองว่าเป็น Ando หรือเปล่า
เพราะว่ามันคล้ายๆกัน ในแง่ของการใช้วัสดุ คือ พูดง่ายๆผมก็ได้รับอิทธิพลเยอะ เพราะว่าผมก็ทำงานกับเขามานานเหมือนกัน
และผมก็คิดคล้ายๆกับเขา แต่ว่ามีหลายคนก็ค่อนข้างจะชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นนักวิจารณ์หรือสถาปนิกด้วยกัน ที่ไปดูงานแล้วบอกว่าดูไม่
Ando เลย ซึ่งมันอาจจะแปลว่าดีหรือไม่ดีนะครับ ผมก็ค่อนข้าง happy หลายๆคนก็บอกว่ามันไม่ control คือ งานของ Ando นี้
ทุกอย่างจะต้องถูก control ไว้หมด เช่น ตรงนี้จะต้องมีแสงลงมา แต่ว่างานนี้มันจะเปิดกว้าง มันจะเป็นมิตรกว่าเยอะ คือ ผมก็เดาว่า
มันน่าจะเกิดจากความเป็นคนไทยของผม คือ เหมือนกับว่า ผมทำไม่ได้ที่จะไป control คนขนาดนั้น จะต้องนอนแบบนี้ จะต้องยืน
อย่างนี้ หน้าต่างให้เห็นแค่รูนิดเดียว ผมรู้สึกว่าผมทำไม่ได้เพราะผมใจไม่ถึง พูดตามตรงนะครับ ซึ่งในงานนี้ก็รู้สึกว่าจะไทยหรือ
เปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมก็รู้สึกดีที่มันมีกลิ่นตรงนี้ออกมา ซึ่งผมก็คิดมากขึ้นเรื่อยๆว่าอะไรที่มันเป็นเอกลักษณ์ของเรา และ ก็เป็นสิ่งที่ผม
คิดอยู่ทุกวัน


Casa Wasaka, Osaka, Japan

gotarch: ขอย้อนไปที่ตอนทำงานกับ Ando หน่อยนะครับ ว่า Ando เขามีขั้นตอนในการทำงานยังไง
คุณกุลภัทร: เวลาเขาได้โปรเจคใหม่ขึ้นมาเนี่ยนะครับ เขาพยายามที่จะหาคอนเซปต์หรือ หาที่มาอะไรบางอย่างที่จะเป็นแรงบันดาลใจ
ให้เขาในแต่ละโปรเจค บางทีมันก็มาจาก site บางทีก็มาจาก geometry ที่เขาอยากลองเล่นอยู่แล้วนะครับ เช่นว่า คราวนี้ลองทำบ้าน
กลมๆดู บางทีก็อาจจะมาจากนิสัยใจคอของลูกค้า หรือ ความประหลาดของลูกค้า บางทีก็มาจากสิ่งรอบๆบริเวณ แต่ว่าเขาจะเริ่มคิดถึง
ว่า ถ้าคุณจำเป็นจะต้องแนะนำโปรเจคนี้ด้วยคำคำเดียว คุณจะใช้คำพูดว่าอะไร ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมใช้เป็นประจำเหมือนกัน
ยกตัวอย่างเช่น บ้านสีเขียว หรือ บ้านกลม หรือ บ้านใต้น้ำ แล้วก็จำกัดวงคอนเซปต์นี้ไปเรื่อยๆ จนพอคนฟังแล้วมันเก็ทว่า อันนี้เข้าท่า
หลังจากนั้นมันก็จะมีคอนเซปต์รองๆ เข้ามาเพิ่ม แต่ว่า แต่ละคอนเซปต์มันก็จะไม่แข่งซึ่งกันและกัน ซึ่งผมก็ใช้สอนกับนักเรียนที่นี่เยอะ
เหมือนกัน คือเขาก็อยากจะได้ทุกอัน ตรงนั้นอยากจะให้เป็นอย่างนั้น ตรงนี้อยากเป็นอย่างนี้ มีคอนเซปต์เรื่องแปลน เรื่อง space เรื่อง
แสง เรื่องการใช้สอย แล้วสุดท้าย คุณก็เป็นทาสของความคิดของตัวเอง เพราะคุณไม่สามารถที่จะย่อยความคิดตรงนั้นได้

ยกตัวอย่างเช่น อาหารญี่ปุ่น แต่ละจานก็เป็นเรื่องของมันเอง จะเป็นเรื่องของความมัน จะเป็นเรื่องของความกรอบ ความหวาน ความ
เค็มอะไรอย่างนี้ แต่ละอันมันมีความชัดเจนของมันเองว่า identity ของมันคืออะไร คือผมชอบที่ว่า คุณมีไอเดียอะไรที่ชัดเจนแล้ว
หนึ่งอัน พอหลังจากนั้นคุณจะแซมอะไรเข้าไปเนี่ยมันไม่ยาก ซึ่งผมก็รู้สึกว่า Ando เขาทำงานแบบนั้น บางบ้านของเขาที่มันน่าสนใจ
นี้มันอาจจะเป็นเพราะว่า diagram หรือ geometry บางบ้านอาจจะเป็นที่สภาพแวดล้อมของเมืองหรือ สภาพธรรมชาติรอบๆ
Ando นี้จริงๆแล้วเป็นคนที่คิดถึงเรื่องสภาพแวดล้อมมาก ถ้าคุณดูงานผ่านหนังสือ คุณอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นแบบ
นั้นนะครับ แต่ถ้าคุณไปเห็นจริงๆคุณถึงจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้อย่างนี้ สถาปนิกอเมริกันหลายๆคนเช่น Meier, Eisenman
จะออกแบบเป็นงานสถาปัตยกรรมของสมอง คือเป็น built diagram หรือ diagram ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้คนอยู่ ในขณะที่งาน Ando นั้นมันสัมพันธ์เยอะมากกับคน และ สภาพแวดล้อมเพียงแต่ว่ามันบอกผ่านหน้าหนังสือไม่ได้ครับ

gotarch: ตอนที่พี่ทำประกวดแบบงาน Fort Worth Art Museum นี้ พี่ได้มีส่วนร่วมตรงไหนบ้างครับ
คุณกุลภัทร: ก็มีส่วนร่วมค่อนข้างเยอะมาก เพราะผมเป็นคนเดียวที่ทำงานนี้ full time ก็ทำทุกอย่างครับ ทำ model, perspective ดูแปลน ผมไม่ได้ทำงานอื่นเลย
พอชนะประกวดแบบ ผมก็เป็น project architect ทุกวันนี้มันก็รู้สึกเหมือนกับเป็นลูก คือ ติดต่ออยู่ตลอดเวลา
มีปัญหาอะไรตรงไหนอย่างนี้นะครับ แต่ว่าไอเดียหลักก็มาจาก Ando ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งเขาก็ชอบไอเดียที่ว่า
เป็นกล่องกระจก แล้วก็มีกล่องคอนกรีตอยู่ข้างใน แต่ว่าปัญหามันก็มีอยู่ว่า คุณไม่อยากให้มันเป็น diagram ที่คนเข้าไปอยู่
เพราะฉะนั้น space มันจะต้องทำคนตื่นเต้น น่าสนใจ ทำให้คนอยากจะเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งงาน Forth Worth นี้ใช้เวลา 2 ปีครึ่ง
ในการออกแบบ ซึ่งผมก็รู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาที่เกิดประโยชน์มาก เพราะได้ทำแบบด้วย และ ต้องพัฒนาแบบใหม่หมด
และเป็นโปรเจคแรกที่ผมทำที่อเมริกา และ ผมก็ต้องติดต่อกับ สถาปนิกท้องถิ่น และ วิศวกร ซึ่งก็เป็นอะไรที่เปิดโลกให้ผม
และ ผมก็ไม่เคยทำงานที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน


Fort Worth Art Museum, Forth Worth, Texas, USA

gotarch: แล้วทำไมพี่ถึงออกจากบริษัท Ando ล่ะครับ
คุณกุลภัทร: ผมก็เริ่มมองว่า ผมเริ่มช้านะครับ ผมเริ่มทำงานที่ Ando ตอนนั้นอายุ 29 เห็นเพื่อนผมหลายคน ก็มีออฟฟิสตัวเองแล้ว
หลายๆคนก็ทำงานกับออฟฟิสใหญ่ๆ ผมก็รู้แล้วว่างาน Fortworth จะเสร็จในปี 2001 ผมก็ต้องวางแผนแล้ว ตอนที่อยู่ที่นั่นผมรู้สึกว่า
งานมันเยอะจริงๆ และสนุก เพราะได้เจอคนใหม่ๆ ได้เจอคนแปลกๆ ได้งานดีๆ ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่
กลุ่มของผม เหมือนผมทำงานให้คนอื่นอยู่ ไม่ใช่ชื่อผม และผมก็รู้สึกว่า งานบางงาน ถ้าเป็นงานของผม ผมจะทำแบบนี้ ไม่ใช่ว่าผมจะดี
กว่านะครับ แต่ผมก็เริ่มมีความคิดที่แตกต่างขึ้นมาบ้าง ผมก็เลยแปลนและใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าที่จะออกมานี่ เพราะผมก็ต้องบอก
เขา ซึ่งเขาก็ฟรีมาก ก็ปล่อยให้ผมทำจนผมออกซึ่งตอนนี้ผมก็ยังทำงานให้เขาอยู่นิดหน่อย ซึ่งผมก็อยากที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา
เพราะว่าเขาก็เป็นเหมือนอาจารย์ผม ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าผมอยู่ญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะผมรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ค่อนข้างจะ
มีกรอบจัด ถ้าคุณเกิดที่นั่นอาจจะไม่รู้สึก แต่ผมมองจากคนนอก ผมรู้สึกว่า ทำไมทุกคนเสพอาหารแบบเดียวกัน ทุกคนใช้ข้อมูล
เดียวกัน ทุกคนทำงานสถาปัตยกรรมเหมือนกัน ถึงแม้ว่าผมจะชอบงานสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น แต่ว่า ผมชอบที่จะเดินไปบนถนน แล้วเจอ
คนขาว คนดำ คนเหลือง คนเขียว ผมไม่ค่อยชอบเจอคนเหมือนกันหมด แล้วทุกคนก็คิดเหมือนกันหมด ทำเหมือนกันหมด แต่อันนั้น
ก็ เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่น คือ แทนที่จะเก่งอย่างสะเปะสะปะ ก็จะเก่งอย่างใดอย่างหนึ่งจริงๆไปเลย

ตอนนั้นผมก็คิดว่า จะกลับไปเมืองไทย หรือ ไปยุโรป ตอนนั้นที่ผมทำกับ Ando งานส่วนใหญ่จะอยู่ในยุโรปหรืออเมริกา ผมก็คิดว่า
ทำงานกับประเทศที่ผมคุ้นเคยด้วยจะง่ายกว่า เพราะผมไม่เคยทำงานที่เมืองไทย ผมก็เลยคิดว่าไม่ยุโรปก็ที่อเมริกานี่ ซึ่งจากสมัยก่อน
ที่ผมไม่ค่อยชอบอเมริกา แต่มาคราวนี้ผมมองในอีกแบบหนึ่ง พอผมมาทำในอเมริกานี่ ผมถูก import เข้ามาที่นี่ใช่ไหมครับ ผมก็รู้สึก
ว่านี่มัน work เพราะเราไม่ได้ถูกฝังว่าเราอยู่ใต้ความงมงายของอเมริกันดีกว่า ของเรานี่ต่างหากที่ดีกว่า คนอเมริกันเขาถึงอยากให้เรา
เข้ามาทำ ซึ่งตอนนั้นเนี่ย แน่นอนว่ามันไม่ใช่ของผม มันของ Ando แต่มันก็ทำให้ผมเกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาว่า ผมก็ทำได้นี่
และผมก็เห็นอเมริกาในสายตาใหม่ว่า วัฒนธรรมนี้มันน่าสนใจ เพราะมันเปิดกว้างมาก พ่อแม่ลูกใครไหนนี่ ถ้ามันมีความสามารถจริงๆ
หรือมีอะไรที่จะขายได้ ก็โอเค มาเลย ในขณะที่ความจริงผมก็ชอบยุโรป แต่สังคมยุโรปมันค่อนข้างจะปิด และ เขาไม่ค่อยที่จะสนับสนุน
ให้คนไปทำงานในประเทศเขา ผมไม่ได้มองอเมริกาเหมือนเป็นประเทศ มันเป็นเหมือนดินแดนที่เป็นกลาง คือ
ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็มาจากที่อื่นทั้งนั้นแหละ และ ก็เหมือนกับว่ามาขายของกัน

หลังจากนั้นก็เริ่มมองว่าจะ New York ดี หรือจะ Los Angeles ดี และผมก็คิดว่า Los Angeles นี้เหมาะกว่า เพราะตลาดของ
ผมนี้ก็เป็นงานเล็ก งานบ้าน แต่ใน New York นั้นมีบริษัทที่เป็นออฟฟิสใหญ่ ในแอลเอนี้เหมือนเป็นที่ที่ให้
โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ทำอะไรประหลาดๆได้ ผมก็เลยเปิดบริษัทที่นี่

gotarch: พอดีกับมีเพื่อนพี่ทำอยู่ที่นี่ด้วยแล้วใช่ไหมครับ
คุณกุลภัทร: ครับ ก็เพื่อนผมที่ตอนนี้เป็น partner อยู่ (Yo Hakomori) ตอนนั้นก็เจอกันที่ญี่ปุ่น แล้วเขาก็กลับมาที่นี่ที่แอลเอ
ก็ได้คุยๆกัน ก็เลยลองมาทำออฟฟิสดู


บรรยากาศบริเวณ meeting ในออฟฟิสของ wHY คุณกุลภัทรอยู่ทางขวาสุด ส่วนคุณ Yo Hakomori, partner อยู่ซ้ายสุด
และ Tadao Ando อยู่ตรงกลางภาพ อีกหลายคนเป็นนักเรียนคณะสถาปัตย์ของ University of Southern California
ที่มาฟังบรรยายของ Ando

gotarch: แล้วบริษัทพี่ หรือ wHY ARCHITECTURE นี้ มีลักษณะการทำงานยังไงครับ
คุณกุลภัทร: ผมก็จะเป็น main ที่จะติดต่อเรื่องงาน หางานและคิดคอนเซปต์ขึ้นมา แล้วpartnerผมก็จะเป็นคนช่วยพัฒนาความคิด
นั้นเป็นงานขึ้นมา และ ช่วยจัดงานลูกน้อง และ ขณะที่ผมไม่อยู่ออฟฟิส เขาก็จะช่วยดูแลให้ ผมก็คิดว่าเป็นระบบที่เหมาะกับตัวผม
เพราะผมเป็นคนที่ชอบทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน แล้วในขณะเดียวกันผมก็ไม่รู้สึกว่ามันจะต้องเป็นของผมคนเดียว ความจริงแล้ว
ผมเป็นคนที่ชอบไอเดียของคนอื่นๆ อย่างลูกน้องผมทุกคนก็ happy ที่ว่า ทุกคนได้มีโอกาสได้ออกความคิดเห็น เราก็จะมีการประชุม
ทุกวัน นั่งคุยกัน อย่างพนักงานเนี่ย ก็จะมีเข้ามาแล้วก็ออกไป ผมรู้สึกว่าออฟฟิสที่ดีนั้น คนที่ออกไปก็ควรที่จะได้เรียนรู้อะไรที่ดีจากที่นี่
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เทคนิก การก่อสร้าง สิ่งที่สำคัญคือว่า เขาจะต้องเรียนรู้ว่า การจะเป็นสถาปนิกมันจะต้องใช้อะไร
บ้าง ซึ่งที่ที่ผมจะใช้คุยกับลูกค้า ผมก็ใช้ตรงนี้ (โต๊ะตรงกลางออฟฟิส ที่ใช้เป็นเหมือนห้องประชุม) คุยกับผู้รับเหมา ผมก็ใช้ตรงนี้
ถ้าคุณฉลาดและเข้าใจคิด คุณอยู่ในspaceนี้ คุณไม่ต้องทำอย่างอื่น แค่นั่งฟังบทสนทนาเนี่ย คุณก็ควรที่จะได้เรียนรู้อะไรเยอะแล้ว

ก็เป็นวิธีที่ผมเรียนจาก Ando มาเหมือนกัน เช่นคุณทำงานอยู่ในออฟฟิสมา 3-4 ปี คุณอาจจะได้ทำงาน 2-3 โปรเจค ถ้าเป็นโปรเจค
ใหญ่ๆ มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเรียนรู้ทุกอย่างได้จากงานที่คุณทำ คุณก็ต้องเรียนรู้จากงานที่คนอื่นเขาทำด้วยนะครับ
ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าไอ้การแชร์ความคิดเป็นสิ่งที่ดี เพราะไอเดียที่ดีนี่อาจจะไม่ได้ออกมาจากผม หรือ จากสถาปนิกที่
กำลังทำโปรเจคนั้น คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเลย อาจจะบอก เอ๊ะทำไมคุณไม่ทำอย่างนั้นล่ะ ซึ่งบางที 80 เปอร์เซนต์อาจจะเป็นไอเดียที่
ใช้ไม่ได้ แต่ 20 เปอร์เซนต์นี่มันอาจจะเวิร์ค และ มันอาจจะช่วยให้คุณคิดอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้ นอกจากจะทำให้เขารู้สึกว่าเขาได้มี
โอกาสร่วมวงแล้ว บางทีมันก็มีประโยชน์ให้เราด้วย เพราะบางทีเขาพูดอะไรประหลาดขึ้นมา มันทำให้คุณคิดอะไรอย่างอื่นขึ้นมา
ได้อีก

gotarch: ออฟฟิสพี่ได้แบ่งเป็นส่วนออกแบบ กับส่วนเขียนแบบหรือเปล่าครับ
คุณกุลภัทร: ไม่มีครับ ผมค่อนข้างจะเน้นให้ทุกคนได้ทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่ ออกแบบ เขียนแบบ ขอใบอนุญาตเอง ถ้างานเสร็จแล้ว
เนี่ย ผมก็ต้องให้คุณติดต่อกับสื่อเอง พูดตรงๆแล้วแบบนี้มันค่อนข้างเสี่ยงเหมือนกัน เพราะบางคนเก่งทำแบบ แต่ไม่เก่งทำ
perspective แล้วทำไมไม่ให้ บางคนทำ perspective อย่างเดียว คือ ทุกอย่างเนี่ย ผมคิดเข้ามาตามตัวผมเอง คือถ้าผมต้อง
มานั่งทำ tive ทุกวันนี่ ผมก็ไม่อยากทำ และถ้าผมไม่อยากทำแล้วผมจะทำงานดีได้อย่างไร คือ ถ้าคุณจะเป็นเจ้าของ
ตัวงานแล้ว คุณจำเป็นจะต้องรู้ทุกเรื่อง จำเป็นต้องเจอลูกค้า จำเป็นต้องรู้เรื่อง plan ต้องรู้ว่าจะนำเสนอยังไง อะไรคือ สื่อ
บางทีคุณใช้ tive บางทีใช้ model หรือ วีดีโอ เนื่องจากลูกน้องของเราหลายคนก็ยังเด็กอยู่ ไม่ค่อยมีประสบการณ์เรื่องการทำ
แบบก่อสร้าง partner ผมก็จะคอยดูแลในส่วนนี้ เพราะว่าสุดท้ายแล้วนี่ ความรับผิดชอบมันก็ตกอยู่กับเรา ถ้าลูกค้าไม่พอใจ หรือ
มีคนมีปัญหา เราก็ต้องถูกว่า พอดีที่ partner ผมมีประสบการณ์หลายสิบปี ผมก็ค่อนข้างจะเบาใจว่า งานจะได้มาตรฐานด้วย


Grand Rapids Arts Museum (GRAM), Grand Rapids, Michigan, USA

gotarch: รบกวนพี่พูดถึงงาน Grand Rapids Arts Museum ที่เพิ่งสร้างเสร็จไปนิดนึงครับ
คุณกุลภัทร: คือโปรเจคนี้ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Grand Rapids, Michigan เลยนะครับ ซึ่งอากาศค่อนข้างจะหนาวนะครับ
ข้างหน้า site ก็จะมีงานปฏิมากรรมของ Maya Lin และสวนสาธารณะอยู่ ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2001 ไอเดียก็คือ เราก็อยากจะ
ให้มีความสัมพันธ์กัน กับตัวสวนสาธารณะนะครับ ในขณะเดียวกันก็อยากจะออกแบบอะไรที่มันค่อนข้างจะโปร่ง เหมือนกับการให้ตัว
ธรรมชาตินี้มันไหลเข้ามาในตัวอาคาร โดยมีการแบ่งอาคารออกเป็น 3 wing คือ ส่วนที่เป็น lobby อยู่ตรงกลางนะครับ
อีกส่วนก็เป็นสำหรับเด็ก คือ Education Center และส่วนสุดท้ายก็เป็น Cafe กับ ร้านขายของที่ระลึก
ตัว Art Gallery นั้นอยู่ด้านหลังนะครับ การที่พยายามเปิดโล่งด้าน หน้านี้ก็เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนข้างนอก คุณก็ยังเชื่อมต่ออยู่กับตัวงานศิลปะข้างในอยู่นะครับ
ส่วน Gallery นี้จะมี 3 ชั้น เนื่องจากต้องการจำกัด footprint ของอาคาร อีกสิ่งที่ผมคิดในส่วนข้างหลังนี้ คือ
เนื่องจากแถวนี้เป็นพื้นที่ที่หนาว จึงอยากให้ มีอะไรที่คล้ายๆกับโคมไฟซึ่งสองสว่างดูอบอุ่น และนอกจากตรงส่วนนี้
จะเป็นสัญลักษณ์ของตัวเมืองแล้ว ในขณะเดียวกันก็เป็นตัว ให้แสงเข้าไปในตัวอาคาร เป็น skylight สู่ห้องแกลเลอรี่ได้ด้วยครับ
ถึงแม้ว่าอาคารนี้มันจะเป็น museum แต่การใช้งานของมัน นั้นเป็นเหมือนศูนย์กลางของเมืองด้วย เลยอยากให้มันเป็นที่ที่
เป็นที่พักพิงของคนด้วย ด้านหน้าเลยออกแบบให้เป็นหลังคาใหญ่ๆ และด้านล่างนี้ก็เป็น space ที่คนสามารถจะมาใช้ได้ เป็น
ลานอะไรต่างๆนะครับ

เนื่องจากว่าอาคารนี้จะต้องเป็น green architecture ก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรจะให้มันใช้พลังงานน้อยลง แต่ก็ไม่อยากให้มันเป็น
กล่องปิดมากเกินไป เพราะว่า museum นี่ พูดง่ายๆก็เหมือนกับ กล่องเก็บของนะครับ มันก็พัฒนามาจากที่เป็นกล่องเก็บของมาเป็น
สถานที่ ที่คนเข้ามาใช้บริการ มาดูงานศิลปะมาเจอกัน เพราะฉะนั้นการใช้งานมันไม่ใช่แค่งานศิลปะอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับสังคมด้วย
museum จึงต้องดูเป็นมิตร จึงอยากให้มีการใช้กระจกเยอะๆ เพื่อให้คนกับงานศิลปะ ได้เจอกันในหลายๆ รูปแบบ ทั้งในแกลเลอรี่
ทั้งข้างนอกและข้างใน ในขณะเดียวกันการใช้กระจกเยอะๆก็มีปัญหาเรื่องความร้อน เราก็เลยใช้ระบบ louver มาเป็นตัวกันแดดให้
กับกระจก และมีม่านข้างในอีกชั้นเพื่อช่วยกันแสง

เรื่องวัสดุ ผมก็อยากใช้คอนกรีต เพราะผมรู้สึกว่าคอนกรีตนี้มันตรงไปตรงมาดี คือมันก็คือตัวโครงสร้างใช่ไหมครับ ซึ่งโครงสร้างมันก็
เป็นคอนกรีตเปลือยอย่างนั้น ในขณะเดียวกันเนี่ยคอนกรีตมันไม่จำเป็นที่จะต้องขนส่งมาไกล คือ คุณจะก่อสร้างที่ไหนเนี่ย คุณก็เอาทรายเอาหินจากบริเวณนั้นมาก่อสร้างเพราะฉะนั้นทางเรื่องของ green มันก็เวิร์คเพราะไม่ต้องขนส่งเยอะ
คือเป็นการใช้วัสดุพื้นถิ่น และมันก็เล่าเรื่องของแต่ละพื้นที่ เพราะคอนกรีตที่แอลเอก็จะเป็นสีหนึ่ง คอนกรีตที่นี่ก็จะเป็นอีกสีหนึ่ง
คนก็ถามว่าทำไมไม่ใช้หิน ผมค่อนข้างที่จะแอนตี้หินนิดหน่อย เพราะว่าหนี่งมันก็กำลังหมดไปจากโลกหนึ่ง และ
สองคือว่าถ้าคุณใช้หินจาก อิตาลี่ หรือ จีน หรือ จากที่ต่างๆนี่ คุณก็เสียสตางค์เพื่อ import เข้ามา แต่ในบางกรณีหินก็เป็นสิ่งที่จำเป็น
เพราะว่ามันค่อนข้างจะแข็งแกร่ง ในบริเวณที่คุณจำเป็นจะต้องใช้ก็ควรจะใช้หินให้เป็นประโยชน์ อย่างบันได หรือ พื้นเนี่ย เป็นหินนี่
work แต่ว่าไอ้การที่จะเอาหินมาบุผนังตึกเนี่ย ผมไม่ค่อยชอบ เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ คุณก็แค่อยากจะให้มันดูสวยงาม แต่มันน่าจะสวยงามด้วยการ ที่ใช้อะไรง่ายๆกว่านั้น


Grand Rapids Arts Museum (GRAM), Grand Rapids, Michigan, USA

gotarch: แล้วคุณภาพของงานคอนกรีตที่นี่เทียบเคียงได้กับงานคอนกรีตที่ญี่ปุ่นหรือเปล่าครับ
คุณกุลภัทร: มันคนละแบบนะครับ คอนกรีตแต่ละเมืองแต่ละประเทศมันก็แตกต่างกันนะครับ ผมก็ไม่อยากให้คนทำคอนกรีตที่
อเมริกา ทำคอนกรีตออกมาเป็นแบบญี่ปุ่น แต่ผมอยากให้เขาทำคอนกรีตแบบอเมริกันเนี่ย แต่ทำให้มันดีที่สุด

gotarch: แล้วพี่ค่อนข้างพอใจกับผลงานคอนกรีตของอเมริกันที่ออกมาไหมครับ
คุณกุลภัทร: อันนี้พูดตรงๆ ผมว่าดีที่สุดตั้งแต่ผมเห็นในงานที่ผมทำมานะครับ คือ คุณภาพของคอนกรีตดีมาก มันก็ไม่ใช่ว่ามันจะ
ไม่มีปัญหา คือ ผู้รับเหมาที่ทำงานนี้ ไม่เคยทำงานคอนกรีตอย่างนี้มาก่อน ก็ต้องทำ mock up หรือ ต้นแบบขึ้นมา เกือบสิบกว่าอันแน่ะ
อันแรกนี้แบบน่าตาน่าเกลียดมากเลย ตรงมุมก็ไม่เนี๊ยบ น้ำรั่วหมด ไม่มีอะไรดีเลย คือผมก็ต้องโหดน่ะ ผมก็บอกว่าอันนี้ไม่ได้
ก็ต้องมีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ คือ คนเราน่ะ เวลาต้้งใจทำนี่ มันทำได้ไง เพียงแต่ว่า โดยทั่วไปนี้อาจจะถูกกำหนดด้วยสภาพทาง
การเงิน แบบว่า โอ้ย ทำไม่ได้หรอก ไม่มีเวลาทำ ไม่มีเงินทำ ถ้าคุณอยากได้ดีๆคุณต้องจ่ายตังค์มากขึ้น ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่เรื่อง
เราก็ให้เขาดูตัวอย่างหลายๆที่ พยายามจะสอนเค้าหลายๆอย่าง ซึ่งเขาก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆครับ


Art Institute of Chicago Gallery, Chicago, Illinois, USA

gotarch: ตอนนี้พี่กำลังทำโปรเจคอะไรอยู่บ้างครับ
คุณกุลภัทร: ตอนนี้ก็ทำงานเยอะอยู่ที่ Chicago ครับ คือที่ Art Institute of Chicago ซึ่งเป็นอาคารเก่าเกือบร้อยปีนะครับ
เราได้รับเลือกให้ไปปรับปรุงตัวตึกเกือบทั้งหมด และก็ออกแบบแกลเลอรี่ใหม่ ก็เป็นงานที่ค่อนข้างจะใหญ่พอสมควร มีโปรเจค
ข้างในอยู่ประมาณ 10 โปรเจคที่เรากำลังทำอยู่ แล้วเราก็ยังมีงานบ้านอยู่ที่นี่ ซึ่งเราก็ทำงานกับ Ando อยู่ที่ Malibu 2 งาน
และก็มีงานบ้านที่เราออกแบบเองประมาณ 3 หลัง โดยทั่วไปแล้วงานของผมนี่ 1 ใน 3 จะเป็นเกี่ยวกับงาน art อีก 1 ใน 3 ก็จะเป็น
งานบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในแอลเอบ้าง hollywood บ้าง

มีหลังหนึ่งเป็นบ้านที่ค่อนข้างจะน่าสนใจ มันเป็นบ้านที่เกิดขึ้นมาจาก
วัสดุเดียวนะครับ แล้วก็ม้วนไปตลอด จนเกิดขึ้นมาเป็นอย่างนี้ คือ ลูกค้านั้นเป็นผู้บริหารสตูดิโอใน hollywood
ตัวภรรยานั้นเป็นดารา คอนเซปต์ผมก็เลยเรียกบ้านหลังนี้ว่า House that film made คือ บ้านหลังนี้ก็จะเป็นฟิลม์ไปด้วย
คือวัสดุก็ใช้ไม้แทน และ อาจจะทำให้เป็นรูๆอย่างนี้เพื่อให้แสงมันผ่านลงไป เหมือนกับว่าเป็นฟิลม์นะครับ ก็คือ เล่นในเรื่องของภาษา
ด้วย และอีกอย่างผมก็สนใจในแง่ที่ว่า ถ้ามันเป็น continual loop แล้วเนี่ย space มันจะเป็นยังไง คือ เหมือนกับ space มันถูก
ห่อหุ้มอยู่ในฟิลม์ ส่วนชั้นล่างก็เป็นกล่องกระจกดูเปิดโล่ง จึงทำให้เหมือนบ้านนี้ลอยอยู่


House that film made, Hollywood, California, USA


House that film made, Hollywood, California, USA

อีกงานหนึ่งเป็นสะพาน ที่ข้าม Los Angeles river (เป็นแม่น้ำคอนกรีตที่ถูกสร้างขึ้น) ซึ่งตรงผนังของ river นี้จะมี mural หรือ
ภาพวาดนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องของประวัติเมืองแอลเอ ก็คล้ายๆกับงานบ้านที่แล้วคือเป็นเรื่องของ loop คือ คล้ายกับเราถลกเอาแผ่นดิน
ขึ้นมา แล้วก็เอามาม้วนเป็น loop และ คอนเซปต์ก็คือ ยกเว้นจากเหล็กที่เราใช้มาเป็นโครงสร้าง วัสดุทั้งหมดทำขึ้นมาจากขยะ
ที่มีอยู่ในตัวแม่น้ำนี้ คือ แม่น้ำแอลเอเนี่ยเป็นแม่น้ำที่ค่อนข้างจะสกปรก คือมันเป็นเหมือนกับท่อระบายน้ำ มันก็มีขยะทุกอย่างตั้งแต่
ยางรถยนต์ รถเข็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ลูกปิงปอง ลูกเทนนิส อะไรอย่างนี้นะครับ เราก็เอาวัสดุพวกนี้มาทำ เช่น ตรงพื้นนี้ก็ทำมาจาก
ยางรถยนต์ที่นำมา recycle ตรงที่เป็นราวจับนี่ก็ recycle มาจากรถเข็นซุปเปอร์มาร์เก็ต เราก็ลองไปเก็บมาแล้วมาลองทำดู
พอทำไปเรื่อยๆ เราก็คิดว่ามันน่าจะทำเป็น layer คืองานนี้เป็นงานของเมือง และเมืองเขาก็อยากจะเอางานนี้ไว้สอนหนังสือเด็ก
เราก็เลยเอาเป็นว่า ขยะที่เก่าหน่อยก็ให้มันอยู่ layer ข้างล่าง ขยะที่ใหม่หน่อยก็ให้มันอยู่ข้างบน เหมือนจะสอนว่า ขยะรุ่นพ่อแม่คุณ
น่ะอยู่ตรงนี้ ที่เราว่าสะพานเฉียงๆนี่ เพื่อที่ว่าคนเดิน จะได้มองเห็นภาพวาดต่างๆได้ง่าย โปรเจคนี้ก็ทำมาได้เกือบสองปีแล้วมั้ง
พอดีเพิ่งจะได้เงิน ก็ว่าจะก่อสร้างปีหน้าครับ


Art Bridge, Los Angeles, California, USA

gotarch: พี่คิดว่าพี่ดูแลลูกค้าแตกต่างจากสถาปนิกอเมริกันทั่วไปหรือเปล่าครับ ที่สงสัยนี่เพราะด้วยความที่เราเป็นคนไทย
หรือคนasian เนี่ย มันอาจจะมีความอ่อนน้อมมากกว่าคนอเมริกัน
คุณกุลภัทร: ลูกค้าผมบางคนก็บอกว่า เนื่องจากผมเป็นคน asian เนี่ย ทำให้เขารู้สึกว่าเขาค่อนข้างจะทำดีกับผมได้ คือ ผมเป็นคน
ที่ค่อนข้างจะตรงนะครับ ถ้าเกิดผมทำงาน ผมก็จะบอกว่า บ้านที่ผมออกแบบนี่ วัตถุประสงค์ไม่ใช่ออกแบบบ้านที่เขาอยากจะได้
แต่ว่าออกแบบบ้านที่ผมอยากจะทำ ลูกค้าผมบางคนเขาก็หัวเราะ แล้วบอกว่า ถ้าเป็นคนอเมริกันพูดอย่างนี้เนี่ย ก็คงไม่ได้ทำงานด้วยกัน
แต่ด้วยความที่เป็นคน asian เนี่ย มันเหมือนกับว่าไอ้ตัวความทะเยอทะยานเนี่ยมันซ่อนอยู่นะครับ ขณะเดียวกันผมว่าผมก็มีความเป็นคนไทย ในแง่ที่ว่ามีความอ่อนน้อม และมีความรู้สึกเหมือนญี่ปุ่น คือว่า ค่อนข้างจะให้ความเคารพ
ผมก็พยายามที่จะดูสีหน้าลูกค้าด้วย ก็พยายามอ่าน ปรับตัว และ พยายามไม่ให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกัน

gotarch: เท่าที่ผมรู้มาเนี่ย เห็นว่าสถาปนิกญี่ปุ่นทำงานกันหนักมาก เหมือนจะทำงานกันหนักกว่าสถาปนิกที่อเมริกา หรือ ที่อื่นๆ
มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าครับ
คุณกุลภัทร: ผมว่า อาจจะเป็นที่ว่าสถาปนิกในอเมริกาเนี่ยเป็นอาชีพ แต่ว่าสถาปนิกในญี่ปุ่นเนี่ยเป็นชีวิต สถาปนิกในอเมริกา
จะมองถึงผลตอบแทน และก็ลูกค้าต้องถูกใจ และ ขณะเดียวกันชีวิตตัวเองก็ต้องมีความสุข ไม่ปล่อยให้อาชีพเนี่ยไปมีผลกระทบกับ
ชีวิต แต่ในญี่ปุ่นเนี่ยงานสถาปัตยกรรมก็คือชีวิต ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้สุดโต่งแบบญี่ปุ่นนะครับ แต่สำหรับผมแล้ว ชีวิตกับงานเนี่ยมัน
แยกออกจากกันไม่ได้ ทุกอย่างที่ผมเสพเข้าไปเนี่ย มันก็ออกไปกับงานผม ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หนัง อาหาร หรือ บทสนทนานี่
คือ งานไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำให้ได้เงิน เพื่อไปใช้ชีวิต ถ้าคิดแบบอเมริกันคือ ทำงาน ได้เงิน เอาเงินไปเลี้ยงชีวิต ชีวิตกับงานไม่เกี่ยวกัน
คนอเมริกันก็คือว่า ถ้ามีเงินเพียงพอก็จะอยาก retire ซึ่งผมไม่เก็ทอย่างยิ่ง ผมนึกไม่ออกว่า ถ้าผมไม่ทำงานแล้วผมจะไปทำอะไร
อย่างที่คุณก็เคยได้ยินที่ว่าคนญี่ปุ่นทำงานหนัก มันก็ไม่ใช่ว่าทำงานหนักกันตลอดเวลา มันก็มีการอู้งานบ้างเหมือนคนปกติ
เพียงแต่ว่าความซีเรียสในเรื่องงานเนี่ยมันไม่เหมือนกัน ที่ญี่ปุ่นเนี่ย ตอนไปใหม่ๆ ผมก็ตกใจ เพราะเพื่อนสนิทผมเนี่ย พี่ชายเขา
ฆ่าตัวตาย ผมก็ถามว่าฆ่าตัวตายเพราะอะไร เพราะผมก็รู้จัก และเห็นเขาเป็นคนร่าเริงดี เพื่อนผมก็บอกว่าเพราะเขาทำงานผิดที่
บริษัท ผมก็ค่อนข้างที่จะช็อค คิดไม่ออกว่าถ้าเป็นคนไทยเนี่ยทางออก จะเป็นการฆ่าตัวตายหรือเปล่า หรือว่า จะด่าเจ้านาย ด่าลูกค้า
หรือ ไปกินเหล้ากับเพื่อน คือ มันคนละแบบนะครับ ญี่ปุ่นเนี่ยมันเป็นสังคมที่ชอบจะกดดันกันเอง มันมีทั้งดีและไม่ดีนะครับ
มันเน้นความสำคัญของงานในชีวิตแต่ละคนว่า ถ้างานไม่ประสบความสำเร็จเนี่ย ชีวิตมันก็ไม่มี


Four Salvaged Boxed Exhibition at Grand Rapids Arts Museum

gotarch: สุดท้ายแล้วครับ พี่มีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับวงการสถาปัตยกรรมในเมืองไทยขณะนี้ครับ
คุณกุลภัทร: คือผมก็ไม่ค่อยได้ติดตามนะครับ ก็เลยไม่ค่อยทราบ แต่รับนิตยสารบ้าง ผมก็รู้สึกว่าก็พัฒนาไปได้ค่อนข้างดี แต่ผมก็
ค่อนข้างจะวิตก ในเรื่องการย่อยอิทธิพลจากภายนอก ไอ้การ import ของเข้าไปเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ก็เหมือนอาหารนะครับ
ไม่ว่าคุณจะกินอาหารไทย หรือ ฝรั่ง ถ้ากินเข้าไปแล้วมันย่อย มันก็มีประโยชน์แก่ร่างกาย แก่สติปัญญาได้ แต่การรับเข้าไปแล้วไม่ย่อย
เนี่ย นอกจากมันจะทำให้ร่างกายเสียสมดุลย์แล้วเนี่ย มันก็ทำให้ระบบทุกอย่างเสีย แล้วคุณก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้กับของที่คุณ
กินเข้าไป คือผมก็อยากให้ระบบย่อยทางสถาปัตยกรรมของเมืองไทยนั้นดีขึ้น ผมจำได้ว่าตอนนั้นจะมีการเอาสถาปนิกเมืองนอกไป
ออกแบบที่เมืองไทย ก็มีการต่อต้านว่าไม่รู้จักวัฒนธรรมไทย จะมาทำได้ยังไง ซึ่งผมมองว่ามันเป็นเรื่องตลก เพราะสุดท้ายแล้วเนี่ย
ของดีมันดี ทำไมเรื่องงานสถาปัตยกรรมต้องเป็นแบบนั้น ในขณะที่วัฒนธรรมทั้งหมดเนี่ย ถูกเขาล้างสมองไปขนาดไหนก็นึกไม่ออก
เหมือนกัน ในขณะเดียวกันก็ก็อปกันฉิบหายวายป่วง คือผมว่า ถ้าจะimport import ของจริง ให้มันเห็นไปเลย เหมือนอย่างจีน
เอาของจริง แต่เขาก็มีระบบ แบบว่าคนที่มาจากข้างนอกก็ต้องทำงานประกบกับสถาปนิกข้างใน ก็เป็นการได้ถ่ายทอดเทคโนโลยี
และความรู้ ไปตามเรื่อง อินเดียก็เป็นอย่างนั้น ตอนที่เข้าเชิญ Corbusier หรือ Kahn ไปออกแบบ ก็กลายเป็นมรดกของวัฒนธรรม
เขาสมัยนี้ ปัญหาคือว่าถ้ามันไม่เกิดของจริงขึ้นมาเนี่ย ของปลอมมันก็เกลื่อนไปหมด แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าของจริงมันเป็นยังไง
เหมือนคุณไม่เคยกินอาหารที่อร่อยเป็นของจริงเนี่ย คุณก็ไม่รู้ว่ารสชาดมันเป็นยังไง แต่พอคุณได้กินของจริงแล้วเนี่ย คุณกลับไปกิน
ของปลอม คุณก็จะรู้ว่าของปลอมเนี่ยมันไม่ถึง คือไหนๆถ้าคนไทยก็จะ import แล้วเนี่ย ผมว่าเอาแบบซีเรียสแล้วได้ของจริงไปเลย
จะได้รู้ว่าของแท้มันเป็นยังไง

พูดกันง่ายๆนะครับว่า ไอเดียที่เราเรียนกันอยู่ทุกวันนี้เนี่ย มันก็เป็นของ import เข้ามา เพราะฉะนั้นปัญหาของเราไม่ใช่ปัญหาเรื่อง
originality หรือ ความเป็นต้นฉบับ มันเป็นปัญหาของ adaptiveness หรือ การประยุกต์ใช้ เพราะฉะนั้นอย่างไปเอาปัญหาเรื่อง originality มาทะเลาะกัน เพราะว่า เราไม่ได้จ้างฝรั่งมาสร้าง อุโบสถ หรือ วัด เราจ้างฝรั่งหรือญี่ปุ่นมาสร้างสนามบิน หรือ
museum เพราะมันเป็นลักษณะอาคาร ที่เขาสร้างมาก่อน เราก็จำเป็นที่จะต้องเรียนจากเขา เพียงแต่ว่าไอ้การที่เราลงทุนไปเนี่ย
มันทำให้สังคมโดยรวมได้เรียนรู้ถึงตรงนั้นเปิดให้มากที่สุด คนควรจะได้เรียนรู้ว่าสนามบิน หรือ museum ที่ดีมันเป็นยังไงงานสถาปัตยกรรมที่ดีเนี่ย มันตอบสนองยังไงกับ สังคม กับชีวิตนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราเปิดโอกาสให้คนได้สัมผัสของดีนะครับ คนจะรู้
คนไทยรู้หมดก๋วยเตี๋ยวร้านไหนอร่อย คือถ้าของดี มันไม่ใช่เรื่องของการโฆษณา หรือ การตลาดแล้วงานสถาปัตยกรรม
ผมก็หวังว่ามันน่าจะได้อย่างนั้นเหมือนกัน
ขณะที่คนไทยนี้ยอมไม่ได้ถ้าอาหารไม่อร่อย แต่กับเรื่องงานสถาปัตยกรรมหรือ space เรายอมได้ ขณะที่เราอยู่บ้านเล็กๆ รถติดๆ
เราก็ยังทนกันได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าสภาพแวดล้อมแย่ ขนาดไหนเราก็ทนได้นะครับ แต่กับอาหารเรากลับไม่ยอมทน ถ้าคนไทยเรา
รสนิยมเรื่องอาหารมาใช้กับสถาปัตยกรรมเนี่ย ชีวิตจะดีขึ้นครับ

gotarch: ต้องขอขอบคุณพี่กุลภัทรที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์ไว้ ณ. ที่นี้ด้วยครับ

สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550

All photographs and renderings of wHY ARCHITECTURE are copyright.

 
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา