Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

   

สัมภาษณ์ อ.ชาตรี ประกิตนนทการ 20 มค 52 โดย ปองพล ยุทธรัตน์

ถ้าลองพิมพ์ชื่อ ชาตรี ประกิตนนทการ แล้วค้นหาใน google ข้อมูลลำดับต้นๆที่ได้คงจะเป็นข้อมูลพื้นฐานประมาณนี้ “...ชาตรี ประกิตนนทการ เป็นอาจารย์ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความสนใจทางวิชาการในประเด็น ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมไทย และการอนุรักษ์ มีผลงานหนังสือ การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม: สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม (ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์) และ คณะราษฎรฉลองรัฐธรรมนูญ: ประวัติศาสตร์การเมือง หลัง 2475 ผ่านสถาปัตยกรรม “อำนาจ” นอกจากนี้ยังเคยทำงานวิจัยเรื่องแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนา ชุมชนบ้านไม้โบราณ ป้อมมหากาฬ และมีผลงานบทความวิชาการอื่น ๆ...”

ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่วันนี้ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์อ.ชาตรี ประกิตนนทการ หรือ พี่สุ้ย เพื่อนำไปทำคอลัมม์ใน art4d แต่คำสัมภาษณ์ที่จะได้อ่านต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์แบบไม่มีตัด ไม่มีเซ็นเซอร์ โดยบทสัมภาษณ์ที่ได้อ่านในเว็บ gotarch นี้จะเป็นคนละเวอร์ชั่นกับที่ตีพิมพ์ใน art4d ซึ่งอ่านแล้วเชื่อว่าสถาปนิกที่กำลังค้นหาความเป็นไทยในงานออกแบบคงจะมีคำตอบที่ทำให้ต้องโยนความคิดเก่าๆทิ้งไปได้เลย

ความสนใจสถาปัตยกรรมไทยเริ่มขึ้นตอนไหนครับ
- จริงๆผมสอบเข้ามาในช่วงที่ยังไม่ได้เปิดสถาปัตยกรรมไทย ก็สอบเอ็นทรานซ์เข้ามาปกติ แล้วค่อยมาย้ายไปตอนปี 2 หลักสูตรสถาปัตยกรรมไทยเพิ่งเปิด เค้าเลยมาถามว่าสนใจจะย้ายรึเปล่า ...ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นย้ายเพราะอะไรสุดท้ายก็ย้ายมาประมาณ 5 คน ตอนนั้นคิดว่าปี 1 เนื้อเรื่องมันไม่ค่อยตรง เลยเบื่อๆ เลยลองย้ายไปสถาปัตยกรรมไทย ก็คิดว่าถ้าไม่ถูกใจอีกก็ย้ายกลับได้ พอเรียนไปก็ค่อนข้างน่าเบื่อพอกัน มันเต็มไปด้วยระเบียบแบบแผน แต่มันยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่คือวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตย์ ซึ่งเป็นวิชาที่ดึงเราไว้ ไม่ให้ย้ายกลับ เนื่องจากสาขานี้มันได้เรียนประวัติศาสตร์มากกว่า

พอเรียนจบมาแล้วทำอะไรต่อครับ
- พอจบมาก็ไปเป็นอาจารย์เลย เพราะสาขานี้กำลังขาดแคลนอาจารย์ บรรจุเป็นอาจารย์ประมาณ 2 ปีก็ลาไปเรียนโทต่อที่จุฬา สาขาสถาปัตยกรรมแขนงประวัติศาสตร์

ทัศนคติต่อสถาปัตยกรรมไทยตอนป.ตรีกับป.โทต่างกันมั๊ยครับ
- จริงๆก็ไม่ต่าง เพราะรู้สึกตั้งแต่ตอนเรียนป.ตรีแล้วว่า ความเป็นไทยเป็นสิ่งสมมติขึ้นมาว่า อะไรคือไทย-ไม่ไทย สมมติกันขึ้นมาในช่วงเวลานึง อาจจะแค่ 100 ปีที่ผ่านมานี่เอง ฉะนั้นสิ่งที่สนใจจริงๆและไม่รู้สึกว่าเป็นสาขาน่าเบื่อ คือ ถ้ามองมันเป็นสิ่งสมมติเราก็มองในแง่ประวัติศาสตร์ พัฒนาการว่ามันเกิดขึ้นมาได้ไง ทำไม ณ ช่วงนี้คนในสังคม วงการสถาปนิกจึงมองว่านี่คือไทยในทางสถาปัตยกรรมหรือไทยในศิลปะ เราก็มองมันอย่างรู้เท่าทันมัน

ทั้งๆที่ตอนนี้เค้ากำลังค้นหาความเป็นไทยกันอย่างบ้าคลั่งนะครับ
- ตัวเองมองเรื่องความเป็นไทยว่าเป็นสิ่งสมมติอยู่แล้ว มันเป็นแค่ของที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองอะไรบางอย่างทางสังคม ทำไมเค้าถึงสร้างตรงนี้ให้เป็นไทย เพื่อผลประโยชน์อะไร มีเป้าหมายอย่างไร พอมองแบบนี้ก็เริ่มน่าสนใจขึ้นมา

ทุกอย่างมันถูกสมมติขึ้นมาทั้งนั้น ความเป็นไทยก็คือสิ่งสมมติเหมือนกัน ที่ผ่านมาเรามองความเป็นไทยเหมือนกับว่ามันมีอยู่ และเรียนเพื่อค้นหาความเป็นไทยให้เจอ เพียงแต่ว่าตอนนี้คนทั่วไปจะมองว่าสถาปนิกที่ดีไซน์ความเป็นไทยไม่ดีคือยังไม่เจอความเป็นไทยแท้ๆ แต่ผมมองกลับคือ หาไปก็ไม่มีวันเจอหรอก เพราะมันไม่มีอยู่จริง เป็นสิ่งสมมติขึ้นมาทั้งนั้น

แต่ว่าในแต่ละช่วงมันมีความเป็นไทยที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเชื่อว่านี่แหละคือความเป็นไทย พอเวลาเปลี่ยน คนก็มีความเชื่อที่ต่างออกไปว่าแบบนี้คือไทย เราสนใจตรงนี้ ที่เรียนสถาปัตยกรรมไทย หรือประวัติศาสตร์ไทย ไม่ได้ต้องการจะหาความเป็นไทย แต่เข้าใจว่าความเป็นไทยมันเป็นยังไง แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ในแต่ละช่วงเวลา

พอเรามองย้อนกลับไปมันตลกดีว่าแต่ละช่วงถ้าเอาความเป็นไทยมาเปรียบเทียบกันมันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ไม่มีจุดร่วมเลย ในยุคนึงมีความเชื่อว่านี่คือไทยแล้ว พอเวลาผ่านไปคนในยุคต่อมาก็ด่า วิพากษ์วิจารณ์ว่ามันไม่ไทยเลย การเปลี่ยนแปลงมันก็ใช้เวลาแต่ก็ไม่ได้กำหนดว่ากี่ปี แต่ความเป็นไทยมันจะเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขของประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งถ้าเราจับจุดเปลี่ยนตรงนี้เราก็จะเห็นว่า ณ ช่วงนี้เรามองว่าเป็นไทย แต่คนรุ่นต่อไปกลับมองว่าไม่ไทย ยกตัวอย่าง ตึกแถวริมถนนราชดำเนินกลาง ณ ยุคที่สร้างเค้ามองว่าลักษณะแบบนี้คือไทย แต่พอหลังจากนั้น 20-30 ปีแม้กระทั้งมุมมองในปัจจุบันกลับมองว่ามันไม่ไทยเลย ไม่เข้ากับสภาพแวดล้อม ไม่มีหลังคาจั่วไม่มีอะไรเป็นไทยเลย แต่ในยุคที่มันสร้าง คนสร้างและสังคมมองมันว่ามันไท๊ยไทยนะ

ทำไมถึงอ้างอิงสถาปัตยกรรมกับการเมืองครับ
- จริงๆผมสนใจตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงพ.ศ.2500 เพียงแต่ว่ามีคนไปสนใจในช่วงที่ผมเขียนช่วงพ.ศ. 2475 มากอาจจะเพราะช่วงนี้ประเด็นเรื่องการเมืองมันกำลังขายได้พอดี แต่จริงๆแล้ว ผมเริ่มตั้งแต่คนยังไม่มีไอเดียในเรื่องความเป็นไทย อย่างในสมัยร.4 ก็ไม่มีใครพูดเรื่องความเป็นไทยเลย มันมีระบบอีกระบบนึง อย่างตอนสมันร.3 เอาศิลปะแบบจีนเข้ามาก็ไม่มีใครว่าว่าไม่ไทย เพราะเค้าคิดอีกระบบนึง แต่ตั้งแต่สมัยร.6 เป็นต้นมา ระบบความคิดที่เราคุ้นๆกันอยู่ทุกวันนี้ เช่นความเป็นไทย เป็นจีน เป็นอื่นๆ มันเริ่มมี จริงๆความเป็นไทยในทางสถาปัตยกรรมและศิลปะมันเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดถึงเลย

ในประเทศไทย สถาปัตยกรรมแบบไหนครับที่ได้รับอิทธิพลจากบริบททางสังคมและการเมืองมากที่สุด
- มันจะชัดเจนในอาคารสาธารณะ เพราะอาคารนี้นอกจากประโยชน์ใช้งานแล้วมันยังแสดงอุดมการณ์หรือเป้าหมายแฝงในยุคนั้นด้วย ยิ่งอาคารสาธารณะของภาครัฐนั้นได้รับอิทธิพลเยอะมาก เพราะรัฐสามารถควบคุมได้ อาจจะไม่ 100% แต่ก็เยอะมาก หน้าตาอาคารในเมืองก็จะออกมาในแนวนี้ทั้งหมด อย่างในยุคคณะราษฎรซึ่งมีช่วงสั้นมากเพียง 15 ปี เท่านั้นแต่ภาพพจน์ที่เกิดขึ้นได้ส่งอิทธิพลต่อรูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปะมาก แม้แต่การเรียนการสอนสถาปัตยกรรมอย่างจริงจังในบ้านเราก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ด้วย

เคยได้ยินมาว่าจริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบสถาปัตยกรรมในบ้านเรามีอิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตกเหมือนกัน
- คือคนมองสถาปัตยกรรมยุคนั้นมักจะอธิบายไปตามทฤษฎีสถาปัตยกรรมโมเดิร์น และไปอธิบายตามประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมตะวันตก ดูรูปแบบแล้วก็อธิบายไอเดียว่าพัฒนามาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โน่นนี่นั่น ซึ่งจริงๆก็อาจจะไม่ผิด แต่ผมคิดว่าการมองแบบนั้นมันไม่สามารถเข้าใจการเกิดของตึกเหล่านี้ในสังคมไทยได้จริงๆ มันต้องมองอีกมุมว่าทำไมคนในยุคนั้นเลือกเอารูปแบบนี้มาใช้ด้วยเหตุปัจจัยอะไร จึงจะเข้าใจจริงๆ แต่ที่ผมอธิบายตรงนี้ออกมาก็ไม่ได้หมายความว่าถูก เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยมอง approach นี้เลย มันก็เข้าใจเพียงส่วนเดียว ส่วนหนึ่งก็ไม่ใช่ว่าผิดนะ มันต้องรวมกันหลายๆปัจจัย

แสดงว่าเราอ่านสภาพสังคมผ่านตัวงานสถาปัตยกรรมได้
- สถาปัตยกรรมก็เป็นผลผลิตหนึ่งของสังคม ฉะนั้นเราก็สามารถอ่านสังคมผ่านงานสถาปัตยกรรมได้ หรือ อ่านสถาปัตยกรรมผ่านสังคมได้เช่นกัน งานเขียนส่วนใหญ่ของผมก็เป็นลักษณะนี้เป็นส่วนใหญ่ คืออธิบายสถาปัตยกรรมให้เชื่อมโยงเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ไม่ใช่แยกออกมาเป็นสาขาเฉพาะ มันต้องรวมกันหมด งานวรรณกรรม ศิลปกรรม อย่างในยุคคณะราษฎรอย่างเดียวศิลปกรรม สถาปัตยกรรมวรรณกรรมก็เปลี่ยนแปลงหมด เปลี่ยนเพราะการเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม

เป็นเพราะประวัติศาสตร์ไทยในยุคนั้นมันไม่น่าจดจำ ผู้มีอำนาจในยุคนี้เลยรื้ออาคารยุคนั้นออกหมดจริงรึเปล่าครับ
- ผมคิดว่าการรื้อตึกเก่าไม่มีปัญหานะ เพียงแต่ว่ามันก็ต้องมีเกณฑ์ในการรื้ออยู่พอสมควร ถ้าตึกไหนมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ หรือเป็นที่ระลึกเหตุการณ์อะไรที่สำคัญของสังคมก็น่าจะต้องอนุรักษ์เอาไว้ แต่ที่ผมมักจะประท้วง ก็คือตึกคณะราษฎรมักจะถูกรื้ออยู่เรื่อยๆ ผมมองตึกพวกนี้ไม่ใช่แค่ใช้สอยอย่างเดียว แต่เป็นสัญลักษณ์ทางสังคมและการเมืองในยุคสมัยที่มันสร้าง เมื่อตึกยุคนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองสมัยเปลี่ยนการปกครองยุค 2475 ดังนั้นในยุคปัจจุบันซึ่งคนส่วนใหญ่มองคณะราษฎรว่าเป็นกลุ่มคนที่แย่ ดังนั้นเลยมีกระบวนการทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวที่จะรื้อทำลายมรดกทาง วัฒนธรรมของคณะราษฎรหมดซึ่งงานสถาปัตยกรรมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่โดนทำลาย ซึ่งผมคิดว่าการทำลายเพราะเหตุผลแบบนี้มันรับไม่ได้ เพราะยังไงมันก็เป็นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะชอบหรือเกลียดก็ต้องเก็บมันไว้ให้เป็นหนึ่งในสายโซ่ประวัติศาสตร์ เพราะตอนนี้เหมือนทุกคนกำลังมองว่า 15 ปีนั้นเป็นหลุมดำ เป็นยุคมืด ผมว่ามันเป็นมุมมองที่แย่เกินไป การจะรื้อมันต้องมีเหตุผลมาโต้แย้งด้วยเพดานความคิดที่ว่ามันเป็นหลุมดำ ยุคมืด เอามันออกจากหน้าประวัติศาสตร์ดีกว่า

แล้วประท้วงไปแล้วมีผลตอบรับยังไงบ้าง
- ก็ที่ประท้วงมาหลายหลังก็ไม่ได้ผลสักหลัง 555 เสียงเราเบาไปด้วย เนื่องจากว่าในมุมของผมตึกหลายหลังมันเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ฉะนั้นการรื้อเค้ามีนัยยะแฝงอยู่ การต่อสู้เลยยากกว่าปกติ

การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในอดีตจะมีประโยชน์สำหรับคนยุคนี้ได้ยังไง
- ง่ายมากเลย ถ้าเกิดคนคิดอย่างที่ผมคิดได้นะ ก็จะไม่ตกกับดักความคิดเรื่องความเป็นไทย ไม่ใช่คนที่คิดเรื่องความเป็นไทยไม่ดีนะ แต่สถานการณ์ปัจจุบันความเป็นไทยมันสร้างตัวเองจนกลายเป็นอำนาจมืดเยอะมากจนไปเบียด ไปขับ ไปทำร้ายคนอื่นด้วยไอเดียของความเป็นไทยหลายเรื่องมาก ยกตัวอย่างที่ไม่ใช่สถาปัตยกรรมเช่นเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เรื่องอขงไทยไม่ไทย หรือสถาปัตยกรรมใกล้มากหน่อยก็การออกแบบโครงการของภาครัฐที่ต้องแสดงถึงความเป็นไทย แล้วความเป็นไทยคืออะไรก็เห็นแต่จั่วอย่างเดียวซึ่งมันคับแคบและตื้นเขินมาก

ฉะนั้นสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอดว่าคือการรื้อ ค้น คุ้ยให้เห็นว่าความเป็นไทยนั้นไร้สาระมาก มันก็เป็นสิ่งที่สร้างๆกันขึ้นมา ไม่เก่าด้วย ไม่เกิน 100 ปีแค่นั้นเอง ถ้าทุกคนสามารถมองแบบที่ผมมองได้ผมคิดว่าประเด็นเรื่องการออกแบบความเป็นไทยมันจะมีพื้นที่ที่เปิดกว้างมากขึ้น

แต่กว่าที่เราจะรู้ว่าความเป็นไทยเป็นยังไงในยุคนั้นมันก็ต้องรอเวลาผ่านไปถึงจะรู้.. อยากถามว่าแล้วเราจะสามารถรู้ได้หรือ ไม่ว่าปัจจุบันนี้ความเป็นไทยคืออะไร
- ผมไม่เอาแบบนั้นไง เลิกคิดไปเลยเรื่องความเป็นไทย สมมติว่าเราจะสร้างสถาปัตยกรรมขึ้นมาสักชิ้น เราก็คิดไปสิว่า สถาปัตยกรรมไทยคือสถาปัตยกรรมที่ดี ก็คือการสร้างสถาปัตยกรรมที่ดีในพื้นที่ประเทศไทยคือสถาปัตยกรรมไทย คือผมกำลังจะบอกว่า สถาปัตยกรรมไทย ไม่เท่ากับ สถาปัตยกรรมที่ดีนะ ความเป็นไทยอาจจะห่วยก็ได้ หลายหลังทำหลังคาจั่ว ห่วยจะตาย ผมเลยอยากจะบอกว่าไม่เห็นต้องสนใจเรื่องความเป็นไทยในสถาปัตยกรรมเลย เราจะสร้างสถาปัตยกรรม เราก็คิดเพียงแค่ว่าเราจะสร้างสถาปัตยกรรมที่ดีตอบสนองสภาพสังคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สภาพอากาศ สภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้นได้ยังไง...ดีกว่า คือถ้าเราคิดเรื่องดี มันก็คือสถาปัตยกรรมที่ดี เราไม่เห็นจำเป็นต้องไปทำให้ดูไทยเพื่อที่จะบอกว่าไทยเท่ากับดี เพราะ ”ไทย” ไม่เท่ากับ “ดี” เสมอไป ทำไมต้องผ่านด่านความเป็นไทยก่อน ก็ทำให้ดีไปเลยสิ

แต่ในบ้านเราก็ยังมีกระแสโมเดิร์น-โพสโมเดิร์นที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่ตลอดนะครับ
- ผมมองในกระแสกว้าง ฉะนั้นมันก็จะมีพวกที่กลับมาจากเมืองนอกมาทำตึกโมเดิร์น โพสโมเดิร์น แต่สุดท้ายก็จะถูกกระแสหลักด่าว่าไม่เห็นมีความเป็นไทยเลย แต่ผมว่าความคิดนี้มันก็จะไม่คงอยู่ถาวร อย่างตอนสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ออกมาเป็นเล่มเลย ด่าว่าไม่ไทยแล้วก็สเก็ตช์เป็นจั่วประมาณ 20 จั่วอย่างกะตลาด พอมีการถกเถียงเรื่องความไม่ดีต่างๆนานา เช่นเป็นสนามบินที่ไม่ดีในแง่ที่ว่ามันไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ฟังก์ชั่นการใช้งาน งบประมาณที่มากเกินศักยภาพของประเทศเล็กๆอย่างเรา แต่สุดท้ายมันก็ถูกกลบด้วยคำวิจารณ์ที่ว่ามันไม่เป็นไทย ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่ประเด็น เรามองเห็นข้อถกเถียงของสุวรรณภูมิถูกกลบด้วยคำว่าไทย-ไม่ไทยอย่างเดียวเลย ทำให้สุดท้ายมันถูกแก้ด้วยการเอาศาลาไทยมาตั้ง เอายักษ์มาตั้ง เอากวนเกษียณสมุทร เอาสุวรรณหงษ์ ในขณะที่เราตัดประเด็นเรื่องไทยออกแล้วมองว่าเป็นสนามบินที่ดีหรือไม่ดีมันอาจจะมีการแก้แบบเรื่องการกันความร้อน ปริมาณแสงแดด ฟังก์ชั่นต่างๆห้องน้ำ ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาสำคัญซึ่งไม่มีใครมอง เพราะถูกเรื่องไทย-ไม่ไทยกลบหมด

แล้วถ้าให้แบ่งเป็นยุคของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทยจะแบ่งยังไงครับ
- พูดอย่างงี้เดี๋ยวจะหาว่าชาตินิยมแต่จริงๆไม่ คืออิทธิพลภายนอกส่งผลต่อเรา ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะแบ่ง period งานสถาปัตยกรรมในประเทศไทยโดยไปยึดโยง period การเปลี่ยนแปลงของโลกผมว่ามันสวมกันไม่ลงซะทีเดียว ผมเลยพยายามสร้างยุคในแบบผมเอง อย่างในช่วง 2475-2490 ผมว่าเราควรนิยามว่าเป็นสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรเป็นต้น เพราะ 15 ปีนี้มันพิเศษต่างจาก่อนหน้าและหลังจากนั้นมากนะ ซึ่งผมคิดว่าเราควรพยายามทำแบบนี้คือศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทยในมิติที่ลึกซึ้งซับซ้อนและเชื่อมโยงกับสังคมวัฒนธรรม มันจะทำให้เราจัดหมวดหมู่ period เวลาอีกแบบนึงเลย ไม่ต้องไปอ้างอิงทฤษฎีตะวันตกด้วย ไม่ได้ว่าอันนี้จะดีกว่านะ แต่มันจะช่วยสร้างทางเลือก หรืออย่าง หลัง 2490 จนถึงปัจจุบันผมจะเรียกรวมๆว่ายุคบ้าความเป็นไทย เพราในช่วง 30-40 ปีหลังจากยุคคณะราษฎรมีไอเดียหลักอันนึงในวงการคือเรื่องความเป็นไทย วนเวียงวกวนถกเถียงหากันอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่นโยบายจากรัฐอย่างเดียวนะ แม้แต่พวกสถาปนิกก็บ้าหลงวนเวียนหากันเข้าไปด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นเราจึงควรเรียกยุคนี้ว่ายุคบ้าความเป็นไทย ยิ่งตอนนี้คือช่วงพีค คือ บ้ามาก

ทัศนะคติที่ว่าความเป็นไทยเป็นสิ่งไร้สาระ แล้วไม่ขัดแย้งกับการสอนสถาปัตยกรรมไทยเหรอครับ
- จริงๆไม่ขัดแย้งนะ เพราะเราไม่ปฏิเสธงานที่ผ่านมา แล้วการเรียนรู้งานสถาปัตยกรรมที่คนมองว่าเป็นไทยในอดีตไม่ว่าจะยุคไหนมันมีประโยชน์ต่อการสร้างทัศนะอย่างที่บอก คือคุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นสิ่งประกอบสร้างหรือสิ่งสมมติถ้าคุณไม่รู้จักมัน แล้วถ้าไม่รู้ว่าสิ่งสมมติของความเป็นไทยหน้าตาเป็นยังไง ประวัติศาสตร์เป็นยังไง ออกแบบยังไง แล้วเราจะเข้าใจมันได้เหรอ ถ้าเรารู้จักมันก่อนเราจึงจะวิพากษ์มันได้ ในขณะที่ผมมองว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ขัดแย้งกันเอง แต่พวกสถาปนิกรุ่นใหม่ที่อาจจะมองแบบผมว่าความเป็นไทยมันเป็นสิ่งไร้สาระแล้วปฏิเสธไม่สนใจมันเลย ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ไม่ศึกษาสถาปัตยกรรมไทย พวกนี้มันจะไปวิพากษ์วาทกรรมความเป็นไทยได้ยังไง หุบปากไปเลยดีกว่าถ้ายังไม่รู้จักเค้า จะไปวิพากษ์เค้าได้ยังไง

 

ขอขอบคุณเต้ยที่ช่วยส่งบทสัมภาษณ์นี้มาให้ด้วยครับ
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา