Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews
Book Reviews

   

UR-TEXT OF BERLIN โดย คุณ ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์

(download ต้นฉบับที่เป็น pdf ได้ ที่นี่ ครับ)

วันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1990 วันที่เยอรมันสิ้นสุดการแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองส่วน สัญลักษณ์แห่งการแบ่งแยกได้พังทลายลง ครอบครัวที่พลัดพรากกันมากว่าสาม ทศวรรษได้กลับมารวมกันเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง หลังจากรวมประเทศแล้ว การพัฒนาเมืองหลวงแห่งนี้เป็นไปอย่างก้าวกระโดด จนเมืองที่เป็นเมืองหลวงและเป็นรัฐในขณะเดียวกันแห่งนี้ ถึงขั้นเกือบจะล้มละลายจากการบูรณะเมืองขึ้นมาใหม่ ทั้งการลงทุนสาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้สมกับเมืองหลวงของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป

เมืองหลายๆ เมืองในเยอรมันนั้น มีความคลาสสิกขนาดถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่เบอร์ลินนั้นตรงกันข้าม คือจัดว่าเป็นเมืองที่ “ ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ” (Collage city) อย่างที่สุด แต่ความที่เนื้อเมืองไม่เป็นเอกภาพอาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ของเมืองหลวงแห่งประเทศที่พ่ายแพ้สงครามโลกอย่างยับเยินถึงสองครั้งแห่งนี้ เพราะมันได้บรรจุประวัติศาสตร์อันหลากหลาย เข้มข้น ผ่านร่องรอยทางกายภาพตามที่ต่างๆ เนื่องมาจากการทับซ้อนกันของประวัติศาสตร์ต่างยุคต่างสมัยในพื้นที่เดิมๆ จนเสมือนวรรณกรรมขนาดยาว ที่ผู้อ่านต้องไปคัดสรรและประกอบสร้างประเด็นกันเอาเอง จาก “ ตัวบท ” (text) ที่ซับซ้อนและล่องลอย โดยอาจแยกเนื้อหาการอ่านเมืองให้เข้าใจ ได้พอสังเขปดังนี้

พื้นที่เมืองเก่า : หนึ่งในพื้นที่ที่บรรจุความเข้มข้น หลากหลาย ของประวัติศาสตร์เมือง ได้แก่ พื้นที่เบอร์ลินตะวันออกเดิม ที่ตั้งต้นจาก “ ประตูแห่งบราเดนบัวร์ก ” (Brandenburg Tor) อันปรากฎอยู่ในเหรียญสกุลยูโร (10, 20 และ 50 เซนต์) อีกทั้งในอดีตนั้นจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสได้เคยยาตราทัพผ่านประตูเมืองแห่งนี้มาแล้วในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เยอรมันถูกฝรั่งเศสบุกยึดได้ เมื่อเดินลอดผ่านประตูนี้ ก็จะพบกับ ถนน “Unter den Linden” (Under the linden trees) ที่เป็นศูนย์กลางเนื้อหาของทางประวัติศาสตร์เบอร์ลิน ในช่วงศตวรรษที่ 17-18 และในปัจจุบัน ได้เชื่อมต่อกันกับพื้นที่รอบข้าง จนเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ได้แก่ เบอร์ลินเนอร์โดม มหาวิทยาลัยฮุมโบลดต์ (Humboldt University), กลุ่มอาคารใน เกาะพิพิธภัณฑ์ (Museum Insel) อาคารเหล่านี้เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคก่อนโมเดิร์น อาคารยุคนีโอคลาสสิก บาโรค และร็อคโคโคบางส่วนได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่หลังได้รับความเสียหายจากสงคราม ซึ่ง แม้แต่อาคารสมัยใหม่อย่าง DG Bank Building ที่ออกแบบโดย Frank Gehry ก็ตั้งอยู่ ในพื้นที่แห่งนี้ โดยให้ความเคารพต่อบรรยากาศพื้นที่เมืองเก่า ที่ใช้ facade อันเรียบง่าย หากแต่ภายในอาคารกลับแฝงลูกเล่นการออกแบบตามแบบฉบับของเขา

เมื่อเก่าพบใหม่ : เมื่อข้ามมายังฝั่งเบอร์ลินตะวันตกเพียงเล็กน้อย ก็จะพบกับอาคาร “ รัฐสภาแห่งสหพันธรัฐเยอรมัน ” (Reichstag) ซึ่งครั้งหนึ่งได้ถูกเพลิงไหม้ครั้งใหญ่และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ ออกแบบโดย Sir Norman Foster สถาปนิกชาวอังกฤษ โดยผสมผสานความเก่าและความใหม่เข้าด้วยกันรัฐสภาแห่ง ยอดบนสุดของอาคารเป็นโดมกระจกใสครึ่งทรงกลม ที่สามารถมองเห็นทัศนนียภาพทั้งหมดของเมืองเบอร์ลินได้จากจุดนี้ และนอกจากนี้ด้านในยังมีช่องเปิด ที่สามารถมองลงไปเห็นที่ประชุมสภาได้อีกด้วย ใครที่มาเที่ยวชมอาคารย่อมสามารถมองลงไปได้ (และแฝงความหมายเชิงสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยอย่างแยบคาย) อาคารแห่งนี้และบริบทโดยรอบสร้างปรากฏการณ์เมืองเฉพาะตัวที่ในพื้นที่เมืองอย่างน่าสนใจ กล่าวคือ อาคารแห่งนี้ถูกใช้งานเป็นที่ประชุมสภา เฉกเช่นรัฐสภาทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดให้เป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปพร้อมกัน อีกทั้งลานกว้างหน้าอาคารยังถูกใช้เพื่อจัดงาน “Love Parade” (งานมหกรรมดนตรีแนวเทคโน และงานรวมตัวของกลุ่มคนรักร่วมเพศ ที่จัดเป็นประจำทุกปี แต่นับจากนี้จะไม่จัดที่เบอร์ลินอีกแล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงในการดูแลตกเป็นภาระของเมือง) ความเหลื่อมทับของโปรแกรมหลากหลาย ในพื้นที่เดียวกันสร้างความน่าสนใจให้เกิดขึ้นบนพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และสามารถสนองตอบความต้องการการใช้สอยที่หลากหลายของคนกลุ่มต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ

พื้นที่ที่เกิดการปะทะกันทางประวัติศาสตร์ต่างยุคอีกแห่งหนึ่ง ได้แก่ โบสถ์แห่งกษัตริย์เยอรมันในอดีต (สมัยที่เบอร์ลินเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรปรัสเซีย (Preussen) หรือโบสถ์ แห่งจักรพรรดิวิลเฮล์ม (Kaiser-Wilhelm Gedaechtniskirche) ที่ส่วนหนึ่งได้รับความเสียหายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเหลือสภาพอย่างในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลได้อนุรักษ์อาคารหลังนี้เอาไว้แต่ไม่ได้เป็นการซ่อมแซมให้มีลักษณะเหมือนเดิมแต่อย่างใด และมีการสร้างส่วนที่เป็นโบสถ์เพิ่มเติม เป็นอาคารรูปทรงหกเหลี่ยมกรุด้วยผนังแก้วที่เห็นจากภายในเป็นสีฟ้าทั้งหมด โดยส่วนอาคารโบสถ์เก่านั้นได้เปลี่ยนการใช้งานมาเป็นพื้นที่นิทรรศการเกี่ยวกับประวัติของโบสถ์และพิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยที่เยอรมันยังคงมีการปกครองแบบกษัตริย์อยู่ การแยกตัวกันทางรูปแบบสถาปัตยกรรมอย่างเด่นชัดกลับสร้างความเข้าใจในการอ่านยุคสมัยของเมืองได้ง่ายขึ้น และตรงไปตรงมา

การสังหารหมู่ชาวยิวและหลังยุคสงความเย็น : ใจกลางมือง ใกล้ๆ กับ ประตูแห่งบราเด้นบัวร์ก เป็นที่ตั้งของ Holocaust Memorial ผลงานการออกแบบของ Peter Eisenman เพื่อระลึกถึงการสังหารหมู่ชาวยิว โดยตัวอนุสรณ์สถานแห่งนี้ปฏิเสธการให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์โดยสิ้นเชิง แต่กลับสะท้อนออกถึงสภาวะความไร้เหตุผลของมนุษย์ ผ่านสวนคอนกรีต จำนวน 2,711 ชิ้น บนเนื้อที่ 19,000 ตารางเมตร เมื่อออกนอกเมืองไปอีกนิด อาคาร Jewish Museum ที่ออกแบบโดย Daniel Libeskind โดยภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติยิว ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ตลอดจนถึงการระลึกถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายต่อชาวยิวโดยลัทธินาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รูปทรงอาคาร เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงสถานที่สำคัญในเบอร์ลิน ที่มีความสำคัญต่อประวัติคนยิวบนแผนที่เมือง ผ่านการออกแบบที่ว่างที่ให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่อเหตุการณ์สังหารหมู่

นอกจากนี้ ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของเบอร์ลิน คือประวัติศาสตร์ระยะใกล้ที่หลายคนยังมีประสบการณ์ร่วมอยู่มาก สัญลักษณ์แห่งการสิ้นสุดสงความเย็นเกิดขึ้นที่นี่ Checkpoint Charlie หรือจุดควบคุมการข้ามแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตกเดิม จากจุดนี้ไปตลอดแนวเหนือ - ใต้ก็คือแนวกำแพงเบอร์ลินแต่เดิม หลายชีวิตได้สังเวยลง ณ บริเวณที่แห่งนี้ การควบคุมที่เข้มงวดของฝั่งตะวันออกที่ป้องกันการหลบหนี เข้าสู่ฝั่งตะวันตก ทหารเวรยามตลอดแนวกำแพงพร้อมที่จะจบชีวิตผู้ที่หลบหนี ปัจจุบันนี้ Checkpoint Charlie เป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ผลงานของ Peter Eisenman ชิ้นแรกๆ ในเยอรมัน ก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงมุมถนน แม้จะถูกเปลี่ยนแปลงการใช้งานให้เป็น แหล่งข้อมูล ความรู้ เหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกำแพงเบอร์ลิน ตลอดจนของที่ระลึกอย่าง เสื้อยืด โปสการ์ด และเศษเสี้ยวของกำแพงที่ถูกนำมาบรรจุใส่กล่องพลาสติกขนาดเท่ากล่องไม่ขีดไฟ (ส่วนจะเป็นของจริงหรือไม่อันนี้ไม่นั้นก็ไม่อาจทราบได้) และทุกวันนี้ก็ยังคงปรากฎซากบางส่วนของกำแพงให้ได้เห็นอยู่บ้าง

สรุป : เมืองในฐานะสิ่งสะท้อนของอารยธรรมที่ถูกลดทอน (Reduction) ให้เหลือการแสดงออกซึ่งภาพของวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว (Monotonic representation) กลับไม่พบเห็นในเบอร์ลินแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความสับสน คลุมเครือ ไม่ต่อเนื่อง กลับสร้างความเข้าใจต่อเมืองได้มากกว่ามาก เพราะการสร้างภาพสะท้อนออกมาอย่างหนึ่งย่อมต้องกลบภาพบางอย่าง ที่มีอยู่ให้หายไปเช่นกัน เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ ความกลมกลืน ” (Harmony) แต่เบอร์ลินเลือกที่จะสร้างทุกคำอธิบายผ่านสัณฐานเมือง มากกว่าจะกดทับเอาไว้ “ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของรูปเมืองจึงดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง ”

หมายเหตุ บทความนี้พิมพ์ครั้งแรกใน www.gotarch.com โปรดระบุที่มาหากใช้ในการอ้างอิง

ขอขอบคุณ คุณ ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ สำหรับบทความเรื่องนี้ด้วยครับ

 
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา