Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews
Book Reviews

   

วันที่สอง (20 ต.ค. 2553) โตเกียว - โอซาก้า - ฮิเมจิ
มาต่อในวันที่สองกันครับ (ตอนที่แล้วอ่านได้ ที่นี่ ครับ) เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมามัวแต่นั่งคุยกับพี่อรุณจนถึงดึก วันนี้เลยตื่นสายไปหน่อยนึง แต่อย่างไรก็ตาม ทริปนี้ก็กะว่าจะเรื่อยเปื่อยอยู่แล้วก็เลยไม่ได้เร่งรีบอะไรมากครับ หลังจากหาอาหารเช้ากินแถวโรงแรมแล้ว ก็มุ่งหน้ามาที่สถานีชินจูกุ เพื่อที่จะนั่งรถไฟชินคันเซนไปโอซาก้า แล้วกะว่าหลังจากที่เช็คอินเก็บกระเป๋าที่โรงเแรมเรียบร้อยแล้ว จะนั่งรถไฟไปต่อที่เมืองฮิเมจิ เพื่อชมปราสาทฮิเมจิที่เขาว่ากันว่าเป็นปราสาทที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น แล้วก็จะแวะไปดู Himeji Museum of Literature ที่ออกแบบโดยอันโดะต่อ


มายืนรอต่อแถวขึ้นรถชินคันเซน ตั๋ว JR Pass ของผมเป็นแบบประหยัดที่ขึ้นได้เฉพาะขบวนฮิการิ ที่ไม่ใช่ตู้ที่เขียนว่า Green Car และถ้าเราไม่ได้จองที่นั่งล่วงหน้าก่อน จะต้องไปขึ้นตู้ Non-Reserve ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นตู้ที่ 1-7 นะครับ ให้ดูจากป้ายที่ติดเสาอยู่ข้างบน เห็นเขาว่าโดยปกติแล้วถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาล ตู้ Non-Reserve ก็ค่อนข้างจะมีที่ว่างพอสมควร ตอนที่ผมไปถึงจะเห็นคนต่อแถวกันเยอะแยะ แต่ข้างในก็ยังมีที่นั่งเหลืออยู่เยอะเหมือนกันครับ


ภายในตู้รถไฟ ถ้ามากันหลายคนที่นั่งภายในนั้นสามารถที่จะพลิกกลับด้านให้หันหน้าเข้าหากันได้ เขาจะมีบริการขายเครื่องดืมและของกินเล็กๆน้อยๆเป็นรถเข็นเข็นมาอยู่เรื่อยๆด้วย พนักงานเขาก็สุภาพสุดๆตามสไตล์คนญี่ปุ่น ก่อนจะเข็นรถออกจากตู้จะหยุดคำนับก่อนหนึ่งที


ระหว่างทางเหลือบไปเห็นงาน Granship - Shizuoka Convention and Arts Center งานเก่าๆของ Arata Isozaki
(รูปถ่ายประจำปี โดนเสาเต็มๆ เนื่องจากรถไฟมันวิ่งเร็วถ่ายยังไงมันก็ติดเสาครับ)

หลังจากใช้เวลานั่งอยู่บนรถไฟอยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง หลับๆตื่นๆไปอยู่หลายรอบ ที่ไม่กล้าหลับยาวเพราะว่ากลัวว่าจะเลยไปถึงฮิโรชิม่านู่นน่ะครับ ในที่สุดก็มาถึงสถานี Shin-Osaka ผมเลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆกับสถานี เพราะคิดว่าในวันอื่นๆนั้นจะต้องใช้สถานี Shin-Osaka นี้เป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทางของแต่ละวัน ผมไปถึงโรงแรมประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ปรากฏว่าทางโรงแรมบอกว่าต้องเช็คอินตอนบ่ายสอง ก็เลยต้องไปเดินเล่นอยู่แถวๆนั้นฆ่าเวลาก่อนกว่าจะกลับมาเก็บข้าวเก็บของที่โรงแรมอีกทีหนึ่ง ถึงตอนนั้นก็เริ่มเสียวๆว่าจะไปดูปราสาทฮิเมจิทันไหม เพราะว่าถึงนั่งรถชินคันเซ็นไป มันก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเลย


ในที่สุดก็มาถึงเมืองฮิเมจิ เขามีโมเดลของปราสาทวางตั้งโชว์ไว้ที่สถานีรถไฟเลย ก่อนอื่นผมก็เดินหา tourist information center ซึ่งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของสถานี หลังจากของแผนที่จากพนักงานเขาเรียบร้อย ด้วยความขี้เกียจอ่านก็เลยถามทางไปปราสาทฮิเมจิเขา คุณพนักงานหญิงก็ยิ้มและบอกทางผมด้วยความสุภาพประมาณว่า "เดินออกไป เลี้ยวซ้าย ตรงไปตามถนนเรื่อยๆสัก 15-20 นาทีก็จะถึงปราสาท แต่ว่ามันจะปิดอีกใน 5 นาทีแล้วนะคะ"

ถึงตรงนั้นผมอยากจะเขกหัวตัวเองซักสองสามทีที่ไม่ยอมเช็คมาก่อนว่าเขาปิดเวลาเท่าไหร่ เพราะคิดว่าแค่ 4 โมงเอง น่าจะยังเปิดอยู่ คือที่ปราสาทนี้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมิถุนายน เขาจะปิดเร็วกว่าปกติคือ ตอน 4 โมงนะครับ ถ้าเป็นช่วงเดือนอื่นๆจะเปิดถึง 5 โมง

เป็นอันว่าไหนๆก็มาแล้ว เดินไปดูรอบๆนอกของปราสาทก็ยังดี เพราะเคยเห็นจากในรูปด้านนอกปราสาทก็สวยเหมือนกัน
อ้อ ปราสาทฮิเมจินี่เขาว่าเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่เหลือรอดมาได้จากยุคสงคราม และก็ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก และสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นเมื่อปี 1993 มีชื่อเรียกเล่นๆว่า ปราสาทนกกระสาขาว ซึ่งมาจากพื้นผิวปราสาทภายนอกที่เป็นสีขาวสว่างครับ (ที่มา: th.wikipedia.org)


จากสถานีรถไฟเดินตรงตามถนนหลักซึ่งเป็นแกนตรงกับบริเวณของปราสาทเลย ไม่มีทางหลงแน่ ตรงนี้เป็นประตูทางเข้าด้านหน้า ถ่ายป้ายไว้เป็นหลักฐานว่าปิด 4 โมงจริง

ในที่สุดก็เดินมาถึงบริเวณสวนด้านหน้าของปราสาท กะว่าถึงแม้จะไม่ได้ดูภายใน ก็ขอเก็บรูปภายนอกสวยๆไว้เป็นที่ระลึกหน่อยแล้วกัน แต่เมื่อเดินเข้ามาใกล้ๆก็ปรากฎว่า..

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

เขากำลังทำการซ่อมแซมปรับปรุงอยู่ครับ T_T"


นั่งร้านเต็มเลย ปรากฏว่าก็อดถ่ายรูปงามๆด้านนอกไปเช่นเดียวกัน


เดินเข้ามาดูตรงซุ้มขายตั๋วให้แน่ใจ เผื่อจะฟลุ๊คเปิดให้เข้า แต่ก็อด..


ศาลเจ้าที่อยู่ในบริเวณนั้น

เป็นอันว่าถึงแม้ว่าจะผิดหวังไปกับปราสาทฮิเมจิ แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาส(และมีตังค์)อาจจะได้มาใหม่อีกที หลังจากนั้นเลยรีบดูที่แผนที่ว่า Himeji City Museum of Literature ที่ว่าจะไปมันอยู่ตรงไหน และก็ปิดกี่โมง ปรากฏว่าอันนี้ปิด 5 โมงครับ ผมก็เลยต้องรีบจ้ำอ้าวลาจากปราสาทฮิเมจิไป


Himeji City Museum of Literature อยู่ไม่ไกลจากปราสาทฮิเมจิมากนัก เดินไปก็ได้ คือถ้ามาจากสถานีรถไฟ เดินไปทางเส้นทางที่ 1 บนแผนที่จะเร็วกว่า แต่ถ้าจากตัวปราสาทฮิเมจิ ให้เดินอ้อมไปด้านหลัง แล้วไปเส้นทางที่ 2 จะเร็วกว่าครับ (คือผมเดินไปเส้นทางที่ 2 แล้วขาเดินกลับเส้นทางที่ 1) คลิ๊กที่รูปเพื่อดูแผนที่ที่ใหญ่ขึ้นนะครับ


และแล้วก็มาถึง งานที่สองของอันโดะในทริปนี้ของผม สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความสงบของตัวสถาปัตยกรรม และเสียงน้ำตกที่ไหลมาจากสระน้ำด้านบน บริเวณขายตั๋วของ museum นี้จะต้องเดินขึ้น ramp ไปก่อนแล้วเลี้ยวไปตรงส่วนผนังโค้งๆในทางขวามือในรูปข้างบน museum แห่งนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน คือส่วนอาคารหลักด้านขวามือสร้างเสร็จเมื่อปี 1991นั้นเป็นส่วนจัดแสดงผลงานเขียนของนักประพันธ์ นักปรัชญาท้องถิ่นของเมืองฮิเมจิ และอีกอาคารทางด้านซ้ายมือสร้างเสร็จทีหลังเมื่อปี 1996 สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานและเป็นที่ระลึกถึงนักเขียนที่ชื่อ เรียวทาโร่ ชิบะ


space ภายในอาคารหลัก จะเป็น ramp เดินขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีนิทรรศการแสดงอยู่ด้านข้าง Sky Light ที่อยู่เหนือผนังคอนกรีตเปลือยโค้งๆให้แสงเรืองๆ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของงานอันโดะช่วงก่อนนู้น


อันนี้เป็น space ภายในอาคารที่สอง ตรงนี้อยู่แถวๆบริเวณ lobby เป็นนิทรรศการเล็กๆที่เกี่ยวกับรถไฟ


ห้องที่ว่าเป็นที่ระลึกถึงนักเขียน เรียวทาโร่ ชิบะ


สระน้ำด้านข้าง


site plan


อยู่ที่ museum นี้จนถึงเริ่มจะมืด ทางด้านบนหลังคาของ museum เป็นลานสำหรับชมวิวเมืองฮิเมจิ สามารถมองไปได้ถึงปราสาท ถ้าไม่มีนั่งร้านบังอยู่คงจะสวยกว่านี้หลายเท่า


หลังจากอยู่ที่ museum นานจนแทบจะไม่เห็นใครแล้วแม้กระทั่งยาม เกรงว่าจะโดนผีหลอกเลยเดินย้อนกลับมาที่ทางไปสถานีรถไฟ ระหว่างทางแวะเข้าห้องน้ำสาธารณะของเขา แม้กระทั่งป้ายห้องน้ำชายหญิงก็ยังแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น


ห้างระหว่างทางเช่นกัน เพิ่งจะประมาณ 6 โมงกว่าๆ แต่ไม่รู้ผู้คนหายไปไหนกันหมด


ร้านรวงต่างๆก็ปิดหมดแล้ว


หลังจากออกจากฮิเมจิ ผมก็คิดว่าน่าจะหาข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อยว่ามีงานสถาปัตยกรรมอะไรใหม่ๆแถวโอซาก้าให้ดูมั่งหรือเปล่า เลยแวะเข้าไปในร้านย่านอุเมดะของโอซาก้า เห็นชั้นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นเขาแล้วก็ทึ่งครับ อย่างในรูปนี้เป็นแค่ประมาณครึ่งของหนังสือสถาปัตยกรรมที่เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ มีหนังสือภาษาอังกฤษดีๆหลายเล่มที่เขานำมาแปล เห็นแล้วอยากให้บ้านเรามีหนังสือสถาปัตยกรรมดีๆที่เป็นภาษาไทยเยอะๆอย่างนี้บ้าง

แล้วผมก็ได้หนังสือติดไม้ติดมือมาสามเล่ม เล่มหนึ่งเป็นแผนที่งานสถาปัตยกรรมในโอซาก้าและเมืองใกล้ๆ (กำลังต้องการอยู่พอดี) อีกเล่มเป็นหนังสือของอันโดะเล่มใหม่ที่พูดถึงกระบวนการออกแบบของแต่ละงานของเขา เล่มสุดท้ายเป็นสัมภาษณ์สถาปนิกญี่ปุ่นอย่าง SANAA, Kengo Kuma ถ้ามีเวลาจะนำมาเล่าให้ฟังในส่วนแนะนำหนังสือครับ

หลังจากนั้นไปร้านหนังสือแล้วทำให้ผมได้ไอเดียว่าพรุ่งนี้จะไปที่ไหนบ้างดี ก็เลยกลับโรงแรมไปวางแผนเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ไปเก้อแบบวันนี้

ท่านใดมีคำถามหรือต้องการจะคุยเกี่ยวกับการเดินทางในญี่ปุ่น ขอเชิญได้ที่เว็บบอร์ด ที่นี่ ครับ

อ่านต่อของวันที่สาม ที่นี่ ครับ

 
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา