Home
Featured Projects
Photo Gallery
Articles
Links
About us

   

ยุทธวิธีแห่งการ “สอบ” ให้ผ่าน
โดย ดร. พร วิรุฬห์รักษ์
(ดร. พร ได้โพสบทความนี้ในเว็บบอร์ดของอาษา และ ต้องขอขอบคุณที่อนุญาตให้นำมาลงในเว็บ gotarch ครับ)

คำถามที่ 0: จะสอบให้ผ่านไปทำไม?

ตั้งแต่ในชีวิตที่เกิดมาของผม ผมเองไม่ใช่คนเรียนหนังสือเก่ง ที่เป็นตัวเป็นตนมาถึงทุกวันนี้ได้ อาศัยว่ามีคุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่งมากทั้งคู่มีความอดทนในการอบรมสั่งสอนผม บางครั้งก็ต้องดัดสันดาน เคี่ยวเข็ญอย่างมาก กับลูกคนเดียวที่เอาแต่ใจตัวเองคนนี้ จึงมีโอกาสที่จะสอบเอ็นทรานซ์ผ่านมา และได้ร่ำเรียนจนจบมาได้

ในชีวิตของผมซึ่งก็เหมือนกับคนๆ หนึ่ง เราผ่านการเป็นนักเรียนที่ต้องมีการสอบ เราเข้ามาเรียนในระดับวิชาชีพเราก็ต้องสอบ พอจบมาเราก็ต้องสอบเพื่อให้ได้ใบอนุญาติประกอบวิชาชีพ ถ้าจะไปเอาใบประกอบวิชาชีพเพื่อทำงานในสาขาอื่น เช่นประเมิณราคาของอาคาร ผู้ตรวจสอบอาคาร และอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต ก็ต้องสอบทั้งสิ้น

ดังนั้นถ้าท่านรู้วิธีที่เหมาะสมในการสอบให้ผ่าน อย่างเป็นระบบน่าจะทำให้ท่านมีอนาคตที่ดีในอาชีพการงาน ประหยัดเวลาที่จะต้องมาสอบใหม่ ประหยัดความเครียดในชีวิตที่จะต้องมานั่งทำอะไรซ้ำซาก ใช้หรือไม่?

คำถามที่ 1: สอบกันไปทำไม?

การสอบต่างๆเหล่านี้ ผู้คนแต่ละคนก็มีความเห็นแตกต่างกันออกไป บางคนก็บอกว่ามันเป็นการคุมกำเนิด ไม่ยุติธรรมกับคนรุ่นใหม่ บางคนก็บอกว่า ข้อสอบไม่มีความเกี่ยวข้องกับวิชาชีพ (หรือพูดง่ายว่า เราจะรู้ไปทำไมเรื่องพวกนี้) หรือข้อท้วงติงร้อยแปด แต่ที่หลายๆ คนปฎิเสธไม่ได้คือ การสอบเป็นเรื่องของการวัดผล การวัดผลตรงนี้จะต้องมีอยู่ต่อไป และมีแต่จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นตามสภาวะที่สลับซับซ้อนมากขึ้นของสังคม ระบบการสอบหรือแนวทางข้อสอบที่มีอยู่ อาจจะไม่เป็นที่พอใจของแต่ละท่าน (ตัวอย่างคือ การสอบ กส. ที่คนก็ยังท้วงติงเข้ามาไม่หยุด) ก็จะต้องมีการพัฒนากันต่อไป แต่เรื่องจะให้หยุดสอบแล้วกลับไปเหมือนกับสมัยยุครุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราที่ เรียนจบออกมาปุ๊บ ได้ใบประกอบวิชาชีพปั๊บ ไปทำงานได้เลย คงจะเป็นเรื่องยาก

ดังนั้นเมื่อเราหนีไม่พ้นกับการสอบ เราอาจจะต้องสอบกันไปจนแก่ แล้วมีลูกเราก็ต้องช่วยลูก อบรมลูกให้ไปสอบอะไรอีกมากมาย ถ้ามันมีวิธีการเตรียมตัวสอบให้ดีๆ เราน่าจะมานั่งคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใช่หรือไม่?

โดยประสบการณ์ของผมที่ อยู่ในสหรับอเมริกามาตั้งแต่ ปี 1999 ในประเทศนี้ จะทำอะไรต้องมีใบอนุญาติ จะขับแท๊กซี่ก็ต้องไปสอบ จะซ่อมลิฟต์ก็ต้องไปสอบ และแน่นอน จะผ่าตัดสมองคนยิ่งต้องไปสอบ ระบบการสอบในวงการวิชาชีพต่างๆ พัฒนาไปไกลมาก แต่ส่วนใหญ่มีหลักการเดียวกันในการออกข้อสอบ ซึ่งวงการการศึกษาของไทยก็ได้อิทธิพลตรงนี้มามาก(เพราะอาจารย์ด้านการศึกษาส่วนใหญ่มาจากค่ายอเมริกันทั้งนั้น) ผมรู้ว่า ในอนาคตเราต้องมีการสอบ Certified อื่นๆ ที่จะต้องเข้ามาอีกมาก ทุกวันนี้ อักษรห้อยท้ายชื่อที่เราคุ้นเคย กันคือ Mr.John Smith, AIA, MBA, LEED AP แล้วก็จะมีอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ บางคนพูดติดตลกว่า ตัวอักษรห้อยท้ายชื่อ อีกหนน่อยจะยาวกว่าชื่อ ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องขำขันอีกต่อไปแล้ว

ผมเองด้วยความที่เจอข้อสอบในชีวิตมาเยอะ ไม่ได้แปลว่าผมจะผ่านทั้งหมด มีครั้งหนึ่งที่ผมสอบวิชา Construction Documents and Services ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน 9 วิชาของ Architecture Registration Examination ซึ่งเป็นใบประกอบวิชาชีพในสหรัฐนี้ ผมสอบตก 2 ครั้ง แต่ละครั้งต้องรอหกเดือนจึงจะมีสิทธิสอบใหม่ บางวิชาก็ตกหนึ่งครั้งบ้าง ประปราย รวมเวลาในการสอบให้ผ่าน ประมาณสองปีกับอีก 9 เดือนซึ่งเป็นเวลาที่นาน บางคนเขาสอบกันไม่ถึงปีก็จบ แต่ผมต้องใช้ความพยายามากกว่าชาวบ้านเขา นี่ก็เป็นหลักฐานอีกชิ้นว่าผมไม่ใช่คนฉลาดปราดเปรื่องเพียงแต่เป็นคนที่มีแรงมาก พยายามมากก็เท่านั้น จุดนี้ก็อยากให้พี่น้องที่ยังสอบกส ไม่ผ่านอย่าเพิ่งท้อ ขอให้สู้ต่อไป

แต่จาการที่ได้ผจญการสอบหลายๆ ครั้งก็ทำให้เราได้คิดว่า นอกจากเราจะตะบี้ตะบันอ่านหนังสือ เพื่อที่จะไปสอบให้ได้ มันมีวิธีการอื่นๆ หรือไม่ที่จะทำให้เราประหยัดเวลาในการอ่านแล้วก็ เพิ่มความเป็นไปได้ในการสอบให้ผ่านมากขึ้น มันเหมือนคล้ายๆกับว่า เราเป็นนักออกแบบ เราคิดถึงว่าจะออกแบบอาคารให้ดี ให้สวยงาม (Design) แต่เรามักจะไม่ค่อยชอบคิดถึง กรรมวิธีการผลิตผลงาน (Production) ให้มีประสิทธิภาพ สมกับเวลาและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่เราลงไป ผมจึงได้เริ่มเก็บข้อมูล ทั้งการสอบถามเพื่อนๆ รอบๆ ตัว และ การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยตนเอง เพื่อนที่ผมถามบางคน สอบผ่าน Architecture Registration Examination ผ่านหมดภายในสองอาทิตย์ บางคนสอบมาเจ็ดปีแล้วก็ยังไม่ผ่านหมด แต่ละคนก็ให้ข้อมูลที่น่าสนใจมา

นอกจากนี้ผมก็ได้มีโอกาสที่จะศึกษากับคนนอกวงการสถาปัตย์ที่ต้องสอบ เช่นในวงการการเงิน คนพวกนี้สอบกันอุตลุตเป็นสิบๆ ตัว และมีการสอบตลอดเวลา คนในวงการ IT ยิ่งไปกันใหญ่ ต้องไปสอบใบรับรองการทำระบบของแต่ละบริษัทใหญ่ที่ต่างกันมาก เช่น Microsoft, Cisco etc.

สิ่งที่จะเอามาเล่าให้ฟังในที่นี้ ไม่ใช่เทคนิคการโกงข้อสอบหรือการเดาข้อสอบ แต่เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อไม่ให้ “การสอบ” มาบั่นทอนทำลายด้านอื่นๆ ที่สำคัญของชีวิตของท่านจนเกินไป เพราะชีวิตคนเรามีด้านอื่นๆ มีการงาน มีเรื่องส่วนตัว มีครอบครัว มีสุขภาพ มีธรรมะ มีการลงทุน และความสุขด้านอื่นๆ การสอบควรจะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เราจัดการกับมันได้ง่ายๆ หากเราจัดการอย่างเป็นระบบ

อยากให้พี่น้องลองมองการสอบเป็นเหมือน กระจก Tempered Glass ถ้าเอาค้อนไปทุบยังไม่แตกซะที แต่ถ้าเอาตะปูแหลมๆ เข็มไปเจาะๆ กดๆ ไม่กีที แตกได้ เพราะมันเล่นถูกจุด โดยการทำลายผิวเคลือบที่ยึดกระจกเอาไว้ ดังนั้นถ้าเราเล่นถูกจุดกับการสอบ เราก็ทำให้มันแตกได้

คำตอบที่ 0: ทัศนคติต่อการศึก

ใครที่เคยดูภาพยนต์เรื่อง “There will be blood” นำแสดงโดย แดเนี่ยล เดย์ ลิววิส เป็นนักธุรกิจน้ำมันเลือดเดือด อาจจะพอจำประโยคสำคัญในเรื่องได้่ว่า “I have a sense of competition in me” หมายถึงเขาเป็นคนที่ชอบแข่งขัน ถ้ามีคนที่เก่งกว่าเขาต้องต่อสู้ให้ชนะ (อาจจะเป็นตัวอย่างที่แย่สักหน่อยเพราะในเรื่องเขาเป็นคนไม่ค่อยดี แต่ก็พอจะเห็นภาพนะครับ)

ผมเชื่อว่าทุกๆ ท่านมี Sense of Competition อยู่ในตัวเองเกือบทุกๆคน แต่จะอยู่ในด้านที่ท่านเชื่อว่าท่านมีความสามารถและทำได้ดี เช่น คนที่เล่นกอล์ฟเก่ง ถ้ามีคนมาท้า ก็จะรับคำท้า เล่นให้เต็มที่ และมีความสุขผสมความตื่นเต้นที่ได้แข่งกับคนมีฝีมือ

ถ้าในการสงครามก็เหมือนๆ กันกับที่หากแม่ทัพที่ได้เจอกับข้าศึกที่มีความสามารถทัดเทียมกัน Sense of Competition ในตัวก็จะออกมาและอาจจะถึงขนาด ยิ้มได้ที่ได้มีโอกาสเจอคนมีฝีมือทัดเทียมกัน

การสอบนั้นเป็นหนึ่งในสมรภูมิเล็กๆ (Battle) ที่อยู่ในสงครามครั้งใหญ่ (Campaign) ที่เรียกว่า “ชีวิต”ของเราคนๆหนึ่ง แต่การศึกนี้ มีบางศึกที่ไม่สำคัญมาก พลาดก็มาตั้งทัพใหม่ไปรบใหม่กีที่ก็ได้ แต่ก็มีบางศึกที่มีความสำคัญมากที่จะตัดสินชะตาชีวิตของเราในอนาคตต่อไป เราทุกคนที่เคยผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาคงจะเข้าใจประเด็นนี้เป็นอย่างดี

ถ้าหากเรามองการสอบให้เป็นสมรภูมิหนึ่งที่เราสามารถที่จะนำ Sense of Competition ออกมา เพื่อให้เกิดความตื่นเต้น เกิดความสนุกที่จะได้เข้าไปทำศึก จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

อ่านถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่า คงมีแต่เด็กเรียนหรือ Nerd เท่านั้นถึงจะคิดแบบนี้ได้ ผมก็ต้องขอเรียนว่า ผมเห็นด้วยว่าเด็กๆ Nerd พวกนี้คงทำได้จริงๆ แต่สาเหตุที่เขาทำได้เพราะว่า การเรียนหรือการศึกษาเป็นจุดแข็งของเขา เหมือนกับความสามารถในการเล่นกอล์ฟเป็นความสามารถของสมาชิกบางท่าน

แต่ประเด็นที่สำคัญมากกว่านั้น ต้องถามตัวท่านว่า เวลาที่ท่านไปเล่นกอล์ฟ การที่ท่านจะพัฒนาผีมือตัวเองได้นั้น ท่าต้องเล่นกับคนมีฝืมือเหนือกว่าท่าน (ยากจะเอาชนะ) หรือคนที่ฝีมือด้อยกว่าท่าน (ง่ายที่จะเอาชนะ) ย่อมต้องเป็นคนที่ยากจะเอาชนะใช่หรือไม่ หากท่านชนะคนที่เก่งกว่า ท่านย่อมมีความภูมิใจ หากท่านชนะคนที่่ด้อยกว่าย่อมไม่มีความหมาย

หากท่านปลุก Sense of Competition ให้ตื่นได้ ท่านจะมีความสุขกับการเข้าทำศึก ในสภาวะเดียวกับสิ่งที่ท่านชอบทำ ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกมเพลย์สเตชั่น การเล่นฟุตบอลหรือการแข่งทำอาหารก็ตาม

การสอบคือการวัดผลความรู้ที่ท่านมี ความสามารถที่ท่านได้สั่งสมมา แล้วมาใช้ประลองกันในการศึกเล็กๆ อันนี้ หากท่านเตรียมตัวมาพร้อม ก็เหมือนกับคนที่มีกังฟู มีวิทยายุทธ จะเจอคนเก่งแค่ไหนไม่มีปัญหา แต่ถ้าท่านไม่พร้อม ร่างกายไม่ฟิต ก็ย่อมเจออัดจนน่วมเป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรเราจึงจะปลุก Sense of Competition ให้ตื่นได้ เราก็จะว่ากันต่อไป

คำตอบที่ 1: กรอบของสมรภูมิ

สมรภูมิของการสอบคือสถานที่สอบและเวลาในการสอบ

พอหลายๆท่านได้ฟังอาจจะคิดได้ว่า โธ่เรื่องเล็กๆแค่นี้ จะมาพูดกันทำไม ถ้านั่นคือความคิดของท่าน ท่านยิ่งต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง เพราะผมต้องขอยืนยันว่า ในชีวิตของผม ผมได้พบกับคนที่ต้องเสียอนาคต หรือเสียเวลาในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่ยอมใส่ใจเรื่องนี้

มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าท่านซึ่งเป็นนักวิ่ง ฝึกซ้อมร่างกายมานานนับเดือนนับปี แต่ท่านมาถึงลู่วิ่งผิดสนาม หรือไปถึงผิดวัน? ความสามารถของท่านย่อมเป็นอันสูญเปล่า

คำถามง่ายๆ ก็คือว่า ถ้ามันเป็นเรื่องที่เล็กแสนเล็กอย่างที่ท่านคิด ท่านจะเจียดเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบ และโทรศัพท์เพื่อติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการยืนยัน วัน และเวลาการสอบให้ชัดเจนได้หรือไม่ หรือถ้ามีเวลาว่างๆ วันอาทิตย์ นั่งรถไปดู สถาณที่สอบสักหน่อยได้หรือไม่ ว่าจริงๆ มันอยู่ตรงไหน

สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัดอาจจะลำบากที่จะมาดูสถานที่สอบในกรุงเทพหรือเมืองใหญ่ แต่ท่านก็สามารถหาข้อมูลให้ครบก่อนในอินเตอร์เน็ทได้ หรือถ้าเป็นไปได้จะมาถึงก่อนสักหนึ่งวันก่อนสอบแล้วไปดูสถานที่สักหน่อยก็จะเป็นประโยชน์

ความใส่ใจเล็กน้อยๆ จะสามารถจัดการกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้เพื่อให้ไม่ลุักลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่จะทำให้ปลาตายน้ำตื้น เมื่อท่านตรวจสอบแน่นอนแล้ว ว่าสถานที่และเวลาถูกต้อง วันสอบก็ขอให้ไปก่อนสักชั่วโมงหนึ่งเป็นอย่างน้อย เพื่อท่านจะได้มีเวลาทำสมาธิ และไม่ต้องรีบร้อนมาก

พอมาถึงการสอบ หากเป็นการสอบหลายๆ วันที่ท่านต้องนั่งเก้าอี้ที่เดิม แล้วท่านพบว่า เป็นเก้าอี้ที่มีปัญหา เช่น แดด เข้าตา หรือถ้าเป็นห้องแอร์เป่าลงหัว แล้วอาจจะทำให้ท่านไม่สบาย อย่ารีรอที่จะบอกกับ เจ้าหน้าที่ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถ้าท่านต้องนั่ง ณ เก้าอี้ตัวนั้นไปอีกสามวัน อุปสรรคที่ทำให้ท่านมีความรู้สึกไม่สบายอาจจะส่งผลถึงความสามารถในการทำข้อสอบของท่าน อาจจะสงผลถึงการประมวลผลการทำงานในสมองของท่าน และทำให้ผลคะแนนของท่านลดลงได้ ขอให้บอกเจ้าหน้าที่ถึงปัญหา ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนให้ ขอให้ติดต่อหัวหน้า (ต้องโวยกันหน่อย) บอกว่า ถ้าผมไม่สบาย แล้วผมสอบตกเพราะคุณผมจะฟ้อง ผู้บังคับบัญชา ศาลปกครอง หรือ อะไรก็โวยไป (จริงไม่จริงไม่รู้ แต่เจ้าหน้าที่สอบซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ไม่ค่อยมีใครอยากมีเรื่อง ส่วนใหญ่ในที่สุดแล้วจะยอมให้เปลี่ยนที่ หรือเลื่อนเก้าอี้ได้) ถ้าไม่ได้จริงๆ ท่าต้องนำอุปกรณ์แก้ไขมา ถ้าเจอแดด ต้องใส่แว่นกันแดด ถ้าเจอแอร์ ต้องใส่หมวก อย่าอายว่าผมท่านต้องเสียทรง หรือคนจะมองว่าท่านแปลก เราไม่สนใจตรงนั้น เราสนใจว่าเราจะสอบให้ผ่าน ขอให้ตระหนักไว้ว่า

“คนอื่นจะคิดอะไรเกี่ยวกับเรา ไม่ใช่เรื่องของเรา” และ “การเวลาจะตอบคำครหาได้ทุกคำ”

ถ้าจัดการได้ดังนี้ ปัญหาเรื่องสมรภูมิเป็นอันจบ ต่อไปคือเรื่องของข้าศึกที่เรียกว่า “ข้อสอบ ที่ท่านจะต้องทะลวงฟันให้แตกพ่ายไป ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ยาวหน่อย

คำตอบที่ 2: จุดมุ่งหมายของการเข้าทำศึก

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งย่อมชนะทั้งร้อยครั้ง” คงเป็นคำพูดที่คุ้นหูของทุกท่านเป็นอย่างดี แต่จะมีใครสักกี่คนที่ทำตามคำพูดเหล่านี้จริงๆ

คำพูดจากตำราพิชัยสงครามดังกล่าวนั้น เป็นคำพูดที่สื่อถึงความเข้าใจในแง่ข้อมูลของข้าศึก เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่สื่อกลับมาถึง ว่าการเตรียมพร้อมควรจะอยู่ในระดับใดและเป็นไปในรูปแบบใด

สิ่งที่เราต้องจดจำคือ การศึก (Battle) นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ สงคราม (Campaign) โดยรวม ซึ่งหมายถึงชีวิตของเราเท่านั้น การศึกแต่ละครั้งไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียวที่จะต้องเอาชนะให้ขาดทุกสมรภูมิ แต่อาจจะมีหลายจุดมุ่งหมาย หลายนัยยะ แตกต่างกันออกไป แต่ทุกจุดมุ่งหมายต้องตอบสนองภาพรวมของสงครามแห่งชีวิตที่เราต่อสู้อยู่ (จะพูดว่าคำว่าสงครามชีวิตก็จะรู้สึกเหมือนกับภาพยนต์ญี่ปุ่นสุดรันทดชื่อ โอชิน เมื่อสมัยผู้เขียนเป็นเด็ก เพราะฉะนั้นขอเรียกว่าสงครามแห่งชีวิตแทน) เพื่อให้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชีวิตเข้ามาใกล้ทีละนิดทีละนิด

ท่านที่เป็นแฟนสามก๊กย่อมทราบว่า ขงเบ้งซึ่งไปปราบเบ้งเฮก รบชนะไม่รู้กีศึก แต่ก็ปล่อยให้เบ้งเฮกกลับไปจนลุกน้องงงว่า นี่จะปล่อยมันไปกี่ที ทำไมไม่กำหราบเสียให้สิ้นซากทีเดียว แต่ขงเบ้งก็มีเหตุผล ของการปล่อยตัวว่า ดินแดนของเบ้งเฮกนั้นเป็นดินแดนที่เข้าถึงได้ยาก หากจะต้องยกทัพมาปราบทุกๆ ครั้งเรื่อยๆ พอดีไม่ต้องไปทำอะไร ไม่ต้องไปขยายดินแดนหรือสร้างแผ่นดินให้เล่าปีกันพอดี (อันนี้ขอแฟนสามก๊กแห่งเว๊บอาษาช่วยตีความเพิ่มเติมละกันนะครับ) ดังนั้นวิธีการคือ ขงเบ้งพนันว่า ถึงจุดหนึ่งเบ้งเฮกจะแพ้น้ำใจของขงเบ้งอย่างศิโรราบและจะกลับมาเป็นผู้ภักดีอย่างที่สุดต่อราชวงศ์ของเล่าปี่ ทำให้ไม่ต้องมาปราบกันอีก ถือเป็นชัยชนะอย่างถาวรเบ็ดเสร็จ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของ Battle กับ Campaign

ดังนั้นข้อพิจารณาเบื้องต้นที่ควรถามคือ ใน Battle หรือการสอบที่ท่านกำลังจะเดินเข้าไปนี้ จุดประสงค์เพื่ออะไร สำหรับในความเห็นส่วนตัว จุดประสงค์ของการสอบมีอยู่สามแบบ:

  1. สอบเพื่อต้องการสัมผัสความเจ็บปวด
  2. ต้องการสอบให้ “ผ่าน”
  3. ต้องการสอบให้ “ชนะ”

1. สอบเพื่อต้องการสัมผัสความเจ็บปวด

เมื่อครั้งประเทศจีนเริ่มเป็นคอมมิวนิสตม์ทำสงครามกับเกาหลี นายพลฝั่งจีนใช้วิธีหฤโหดมากในการวัดกำลังกองทัพเกาหลีคือการส่งทหารเปล่าๆ ไม่มีอาวุธไปเป็นจำนวนมาก วิ่งเข้าไปในที่รบ ทหารเกาหลีที่ประเมิณว่าทหารจีนด้อยกว่าในเรื่องอาวุธ ตกใจแทบสิ้นสติ มีอะไรงัดออกมายิงจนหมด ปรากฎว่า ยิงไปเสียเปล่า โดนแต่คนที่ไม่มีปืน พอทหารจีนเอาคนเปล่าๆ ออกมารับลูกกระสุนได้หมด รู้กลยุทธ รู้ที่ตั้งอาวุธของฝั่งเกาหลี เกือบหมด ก็เอาอาวุธจริงกับกองทัพจำนวนมากเข้าไปรบ แล้วก็ชนะศึกนั้น สรุปคือทหารจีนชนะในตอนหลัง แต่แลกมาด้วยเลือดเนื้ออันมหาศาลของทหารที่วิ่งไปตัวเปล่า

เวลาที่เราเดินเข้าไปสอบ ถ้าเราต้องการเพียงเข้าไปลองทำ ขอแนะนำว่า ไม่ต้องอ่านหนังสือไป ถ้าอยากวัดความสามารถจากเส้นหมายเลขศูนย์ของชีวิต โดยที่ไม่มีการเตรียมตัว ขอให้เดินเข้าไป เหมือนกับเดินเข้าไปให้นักมวยมืออาชีพอัดจนน่วม รับความเจ็บปวดอันนั้นมาให้หมด เพื่อให้จำไปใช้ในโอกาสต่อไป อาจจะเรียกได้ว่า ตั้งใจแพ้เพื่อเรียนรู้ก่อนที่ขนะในวันข้างหน้า
เมื่อตอนที่ผู้เขียนเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในยุคนั้นเป็นยุคที่แฟชั่นการสอบเทียบรุ่งเรือง การสอบเทียบนั้นคือการที่นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมต้น ไปเข้าเรียนในระบบการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อให้ได้วุฒิมัธยมปลายในเวลาอันสัน ก่อนที่ตัวเองจะจบ มัธยมปลายจริงๆ หลายๆ คน การเข้าเรียนก็มักจะจบภายในปีเดียว และเท่ากับว่า คนที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่สี่ ก็สามารถไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

ผมเองกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้ยินตำนานหลายเรื่องที่ เด็กมัธยมศึกษาปีที่สี่ สอบติดคณะแพทย์ วิศวะ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เข้าไปเป็น ปีหนึ่งด้วยอายุเพียงสิบห้าปี ก็็อยากจะลองดูบ้าง เลยไปสอบ พอผ่านก็สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แฟชั่นอีกเรื่องตอนนั้นที่กำลังเริ่มมาแรงคือการเปิดโรงเรียนกวดวิชา สมัยนั้น มีโรงเรียนชั้นนำเพียงสองหรือสามโรงเรียน และกำลัังเป็นช่วงที่เริ่มมีการเปิดมากขึ้นเป็นดอกเห็ด ผมเองก็ไปสมัครเรียน ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่ก็อยู่แถวๆ สยามสแควร์ พอเวลาที่ควรจะไปเรียนก็ดันไม่เรียน โดดบ้าง ไปดูหนังบ้าง ไปซื้อการืตูนมาอ่านบ้าง ไปเล่นสนุ๊กเกอร์บ้าง โดยในใจมีความผยองพอสมควร คิดว่าเป็นนักเรียนเตรียม เรียนหนังสือเก่ง ไม่ต้องอ่านหนังสือ ก็น่าจะเอ็นท์ติดอันดับรองๆ บ้าง อาจจะไม่ติดอันดับหนึ่ง แต่อาจจะติดสามหรือสี่น่า

สรุปคือ แม่จ่ายเงินให้ไปเรียนพิเศษก็ไม่เรียน ไปเที่ยวเตร่

พอวันไปสอบก็ไปสอบ พอได้ทำข้อสอบก็ต้องชะงักเพราะรู้ตัวเลยว่าทำไม่ได้ แต่เวลาผ่านไปก็ยังคิดว่า ถึงจะทำไม่ได้ แต่ก็น่าจะติดอยู่ดี เพราะคนอื่นก็คงจะทำไม่ได้เหมือนๆกัน

แล้วเวลาสำคัญก็มาถึง วันที่ได้รับ จดหมายผลสอบ

ผล: สอบไม่ผ่าน – แปลเป็นภาษาชาวบ้าน คือ Ent ไม่ติด

จำได้ว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ เหมือนฟ้าผ่าเข้าตัว เปรี้ยงใหญ่ๆ อึ้งไป ค่อยๆ เดินข้ามาในบ้าน แม่ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ บอกมาว่า “คิดไรมาก แค่ ม.4 ปีหน้าค่อยลองใหม่” แม่ถึงจะพูดปลอบใจ แต่ตัวเองจำได้ว่า คืนนั้นนอนไม่หลับ ความหยิ่งผยองที่ตัวเองมีเป็นความกลัว กลัวไปถึงวันข้างหน้า วันต่อมาเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ ไม่ออกไปไหน เครียด คิด คิด คิด ไปต่างๆ นาๆ เป็นสิบๆ คำถามในหัว ว่า

- ในอนาคตอีกหนึ่งไปจะเป็นอย่างไร
- ถ้าปีหน้าซึ่งจบ ม.5 เด็กเตรียมอุดม ส่วนใหญ่จะ Ent ติดหมด ถึงขนาดเป็นคำพูดที่ว่า ม.5 ห้องแน่น ม.6 ห้องว่าง - แล้วเกิดเราเอ็นท์ไม่ติดอีกจะทำอย่างไร??
- ถ้าเกิด Ent ติด แล้วไม่ติดจุฬาฯ พ่อแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน (ไม่ได้ดูถูกสถาบันใดๆ นะครับ แต่ ณ เวลานั้น คุณพ่อกับคุณแม่ก็เป็นนิสิตเก่า เพราะฉะนั้นไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสอบให้ติดจุฬาฯ เท่านั้น – ณ เวลานั้นคิดแบบนั้นจริงๆ)
- ถ้าตัวเองสอบไม่ติดอีก แล้วเพื่อนๆ ในกลุ่มสอบติดหมดจะเป็นอย่างไร
คำถามแนวนี้เป็นสิบๆ คำถาม โผล่ขึ้นมาในหัว แทบจะไม่หยุด ไม่หย่อน

ความกลัว ความเครียดเหมือนกับไม่มีทางถอยตรงนี้ ทำให้เกิดเป็นความตั้งใจที่จะต้องทำให้ได้ และแทบจะไม่หลุดออกไปจากสมองอีกเลย ตื่นขึ้นมาก็คิด ก่อนนอนก็คิด เวลาเล่นฟุตบอลจบ นั่งๆเหนื่อยๆ ก็คิด เวลาเห็นนิสิตนักศึกษาในชุดเครื่องแบบเดินไปมาก็คิด (อิจฉาเขา)

มัธยมศึกษาปีที่ห้าป็นปีที่เรียนหนักมาก เรียนพิเศษเกือบทุกๆ วัน ไปแสวงหาครูมาสอนเป็นส่วนตัว เรียนๆ ไม่หยุดไม่หย่อน หนังสือคู่มืออะไร ซื้อหมด อ่านหมด ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความกลัวทั้งสิ้น และความกลัวนี้เกิดมาจากความเจ็บปวดที่สอบไม่ผ่านในตอน มัธยมปีที่สี่อย่างแท้จริง

นั่นคือประสบการณ์ส่วนตัวของ การปลุก Sense of Competition ที่ตื่นอย่างชัดเจนเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม

คำถามที่ท่านต้องถามตัวเองคือ หากท่านเดินเข้าสอบ ไม่ได้เตรียมตัวแล้วท่านสอบตก ท่านรู้สึกอย่างไร ความพ่ายแพ้ที่เกิดต่อท่าน มันทำให้ท่านเจ็บปวด มันทำให้ท่านเคียดแค้น มันทำให้ท่านกลัวจนลนลานหรือไม่ ถ้าท่านรู้สึกแบบนั้น แสดงว่า Sense of Competition ของท่านตื่นแล้ว ขอให้จำความเจ็บวดเหล่านั้นไว้ให้แม่นยำ แต่ถ้าท่านไม่ได้รู้สึกอะไร แค่หัวเราะเล็กๆ แล้วก็โทรหาเพื่อน ไปหาเหล้ากินดีกว่า เราก็อาจจะต้องหาวิธีอื่นๆ เพื่อปลุก Sense of Competition ต่อไป

2. สอบให้ “ผ่าน”

“If you shoot for the star, at least, you will hit the Moon”
ถ้าท่านเล็งที่จะไปสู่ดวงดาว ถ้าพลาด อย่างน้อยท่านก็ตกลงบนดวงจันทร์

ปรัชญาของการสอบให้ผ่านนั้นมีเคล็ดลับอยู่ที่การเตรียมพร้อมให้ “เกิน” เส้นมาตรฐานที่เป็นเกณฑ์ในการสอบเอาไว้

การสอบให้ผ่านนั้น เป็นการเข้าสอบโดยมีตัวแปรของการแข่งขันเพียงสององค์ประกอบ คือ ข้อสอบและตัวท่าน ไม่เกี่ยวกับคนอื่นๆ ที่นั่งข้างท่านแต่อย่างใด เปรียบเสมือนกับการเล่นวิดีโอเกม ท่านเล่นของท่านคนเดียว ท่านเล่นผ่าน ก็ผ่าน ท่านเล่นไม่ผ่านก็ ต้องเล่นใหม่ คนอื่นๆ รอบๆ ตัวก็เล่นเกมเดียวกับท่าน คนที่เล่นมากกว่าก็มีทักษะมากกว่า สนุกได้มากกว่า คนที่เล่นไม่เก่งก็จะเครียด ไม่สนุก

การสอบให้ผ่านเป็นสิ่งที่เราทุกๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด เราสอบแบบนี้กันมาตลอดชีวิต เราสอบทั้งในโรงเรียน สอบไล่ สอบเอาใบประกอบวิชาชีพ สอบใบขับขี่ ทั้งหลายแหล่ แต่ที่เราสอบตกกันบ้างนั้น เป็นเพราะอะไร ?

ส่วนใหญ่ก็คือเป็นเพราะเราเตรียมตัวไม่พร้อม เราไม่ได้ใส่ใจในตัวแปรเพียงสองตัวแปรที่อยู่ในการสอบประเภทนี้มากเพียงพอ ซึ่งเราจะไปพูดถึงการเตรียมตัวกันในรายละเอียดลำดับต่อไป

ภาพรวมของการสอบประเภทนี้ เราจำเป็นต้องทราบว่า ข้อสอบนั้น เขามีเกณฑ์ผ่านที่เท่าไหร่ 50%, 60%, 70%, 80% ส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 70% (สอบวิชาชีพโดยส่วนใหญ่ในสหรัฐอยู่ในเกณฑ์นี้ ไม่แน่ใจว่าของ กส. คือเท่าใด ขอท่านผู้รู้ ช่วยอธิบายด้วย)

ถ้าเราทราบว่าเส้นแบ่งความเป็นความตาย คือ 70% การเตรียมตัวของเราต้องเตรียมตัวเพื่อให้ อัตรามาตรฐานของเราอยู่สูงกว่านั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้ 80% ขึ้นไป (เล็งไปที่ดวงดาว) หากการซ้อมทำข้อสอบเก่าๆ (จะอธิบายต่อไป) ของท่าน ได้ออกมา ไม่ถึง 80% แสดงว่าท่านยังไม่พร้อม ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น กลับไปเตรียมตัวใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวที่บอกสถาณภาพของท่านได้ว่า ท่านควรไปสอบหรือ ควรจะรอไปก่อน

ตัวอย่างคือ ถ้าท่านกำลังจะสอบในอีกสี่เดือนข้างหน้า วันสุดท้ายของการสมัครคือสามเดือนข้างหน้า ท่านก็ควรจะเริ่มเตรียมตัว พอผ่านไปหนึ่งเดือน ท่านอ่านครบ ลองทำข้อสอบเก่า ถ้าท่านได้สัก 60% ก็อาจจะต้องกลับไปอ่านใหม่ ถ้าเดือนถัดมา ได้ 65 % ก็ควรจะอ่านอีก ถ้าเดือน ถัดมาได้ 70% ท่านก็อาจจะต้องเตรียมตัว ศึกษาให้หนัก แล้วไปสมัครสอบ เพราะท่านยังไม่ถึงเป้า 80% ที่วางไว้ แต่อีกหนึ่งเดือน ถ้าเตรียมตัวอย่างต่อเนื่องก็ “อาจจะ”ถึงได้ ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าวันสุดท้ายของการรับสมัคร ท่านยังทำได้แค่ 50% ท่านก็ควรจะรู้ตัว แล้วไปเตรียมตัวใหม่ อย่าไปสมัครสอบให้เปลืองเงินเปลืองเวลา

ในทางตรงข้ามถ้าท่านได้ 80% หรือ 90% อันนี้โอกาสผ่านของท้านก็สูง ท่านก็ควรจะลดความเครียดในการเตรียมตัวลง ใช้ชีวิตอย่างสมดุลย์ไปใช้เวลากับครอบครัว ทำหน้าที่ การงานต่างๆ ตามความเหมาะสมได้บ้าง แต่อย่าห่างหายไปจากการอ่านอย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นคือความประมาท ในความเป็นจริงการที่ท่านเตรียมพร้อมเกินไปจากมาตรฐาน ประโยชน์ที่ได้อีกประการคือ ถ้าท่านไปเจอข้อสอบที่ เปลี่ยนไปพอสมควรจากปีที่ผ่านๆ มา อย่างน้อยท่านก็มี 20% หรือ 10% ที่ จะเป็นตัวเผื่อเสียระหว่างทางได้

3. สอบให้ชนะ

"ถ้าเล็บม้าไม่ตัด เกือกม้าย่อมจะใส่ได้ไม่พอดีถ้าเกือกมาใส่ได้ไม่พอดี ม้าย่อมจะวิ่งไม่สะดวกถ้าม้าวิ่งไม่สะดวก สาสน์ถึงแม่ทัพย่อมถูกส่งไม่ทันเวลาถ้าสาสน์ถูกส่งไม่ทันเวลา แม่ทัพย่อมตัดสินใจผิดพลาดถ้าแม่ทัพตัดสินใจผิดพลาด สงครามย่อมถึงกาลปราชัยถ้าสงครามถึงกาลปราชัย ประเทศชาติอาจถึงการอวสาน"
(หัวหน้า ยากุซ่า นำแสดงโดย ซอนนี่ ชิบะ จากภาพยนต์ เรื่อง The fast and the Furious: Tokyo Drift - 2006)

การสอบให้ชนะนั้น มีองค์ประกอบเหมือนกับการสอบเพื่อให้ผ่านเกือบทุกประการ แต่ตัวแปรที่เพิ่มเข้ามามีเพียงตัวเดียว และเป็นตัวแปรที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงกฎแห่งความอยู่รอดทั้งหมด ตัวแปรดังกล่าวคือ ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่นั่งข้างท่าน ที่ท่านมองเห็นและมองไม่เห็น ที่ท่านรู้จักและไม่รู้จัก คำที่เรารู้จักกันอีกคำของการสอบเพื่อเอาชนะ ก็คือการสอบแข่งขัน นั่นเอง

การสอบแข่งขันคือการสอบเข้าถึงจุดหมายโดยที่ว่างที่จะต้องไปให้ถึงนั้น มีจำนวนจำกัด เรือที่กำลังจะออกจากท่า มุ่งไปสู่ความก้าวหน้าของชีวิตมีที่เพียงร้อยที่นั่งแต่มีคนวิ่งกรูเข้าไปหนึ่งพันคน ย่อมต้องมี 900 คนที่ต้องผิดหวังและมี 100 ร้อยคนที่สมหวัง

ตัวอย่างที่ดีที่สุดของการสอบแข่งขันก็คือการสอบ Entrance (ผมเองอายุไม่น้อยแล้ว ก็ไม่ทราบว่า ปัจจุบันนี้เขาสอบอย่างไร) ในสมัยที่ผมสอบคือ การสอบตามรายวิชาที่กำหนดของคณะนั้นๆ เพียงครั้งเดียว แล้วก็เลิกกันไป จำได้ว่า เวลาที่เคยได้ยินเพื่อนที่จะสอบเข้าคณะแพทยของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง ดูคะแนนแล้วบอกว่า เขารับ 200 คน แต่มีคนสมัครสอบ 40,000 คน แสดงว่า อัตราการแข่งขันอยู่ที่ 1 ต่อ 200 พอเราฟัง เราไม่ค่อยแน่ใจว่าที่เขาคิดแบบนั้นถูกหรือเปล่า และต่อมาก็มั่นใจว่า วิธีการคิดแบบนั้นไม่ถูก เพราะมันจะทำให้เราไขว้เขว เหมือนกับว่าเรามีโอกาส 1 ใน 200 ที่ จะติดคณะนี้ได้หรือ ประมาณ ครึ่งเปอร์เซ็นต์ ซึ่งฟังดูมีความหวังมาก (บางคนอาจจะคิดว่าโอกาสน้อย ก็แล้วแต่)

ในความเป็นจริงแล้ว การแข่งขัน ถ้ามีที่นั่ง 200 ที่ แต่มีคนสอบ 40,000 คน คนที่จะเข้าไปนั่งใน 200 นั่นได้ คือคนที่ชนะ ผู้เข้าสอบ 39,800 คน ต่างหาก

บางคนอาจจะเห็นภาพนี้แล้วทำให้หดหู่ใจ อยากมองแบบ หนึ่งต่อสองร้อยมากกว่า ผมก็คงบังคับไม่ได้ แต่ท่านกำลังปฎิเสธความเป็นจริง และการปฎิเสธความเป็นจริงคือหนทางสู่ความหายนะ 100%

ถ้าท่านเชื่อว่าวิธีการมองในการสอบแข่งขันคือ เอาจำนวนที่นั่งลบออกจากจำนวนคนเข้าสอบ ได้เป็นจำนวนของคนที่ท่านจะต้องสอบให้ชนะ คำถามต่อมาคือ วันนี้ ท่านอยู่ในกลุ่มนั้นแล้วหรือยัง?

วิธีการมอง เหมือนกับ การสอบให้ผ่านทุกประการ ท่านต้องตั้งเป้าหมายที่ท่านจะต้องให้ผ่านขึ้นมา ต้องประเมิณตัวเองว่า ปัจจุบันอยู่ห่างจากเป้าหมายตรงนั้นแค่ไหน พอรู้แล้ว ก็ต้องเริ่มพัฒนาปรับปรุงตัวเอง แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างการสอบแข่งขันและการสอบเพื่อให้ผ่านจะอยู่ตรงนี้ คือ ท่านต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ทุกแรง ทุกกล้ามเนื้อ ทุกนาทีในชีวิต ทุกลมหายใจ เพื่อให้มั่นใจว่า คะแนนที่ท่านทำได้นั้น มีเป้าหมายอยู่ที่ 100% เท่านั้น

เป้าหมายของการเข้าสอบ คือการทำให้ได้ 100%

บางคนถึงตรงนี้อาจจะบอกว่า จะเป็นไปได้อย่างไร ผมคงไม่เถียงตรงนั้น เพราะเข้าใจเช่นกันว่า มันคงเป็นไปได้ยาก แต่ประเด็นที่ต้องการจะสื่อคือ การเตรียมตัวเพื่อการสอบแข่งขัน คือการเตรียมตัวในระดับถวายชีวิต ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างออกไป เพื่อกระทำการนี้ให้สำเร็จ

ไม่มีอะไรในชีวิตของท่านที่สำคัญกว่านี้อีกแล้ว ณ จุดนี้ โดยเฉพาะนี่คือการสอบเพื่อตัดสินอนาคตของท่าน ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้าทำงานดีๆ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบชิงทุน การสอบเพื่อเข้าสู่ผลประโยชน์ของชีวิตอันมีคุณค่าสูง เป็นการสอบแข่งขันที่มีการแข่งขันสูงทั้งสิ้น ยิ่งผลประโยชน์มาก การแข่งขันยิ่งรุนแรง และเมื่อการแข่งขันยิ่งรุนแรง “เล็บม้า” เล็กๆ ก็อาจจะทำให้ประเทศชาติถึงกาลอวสานได้

ในสมัยที่ผมสอบเข้าคณะสถาปัตย์ ในปี พศ.2537 นั้น ผมได้รับข้อมูลคะแนนต่ำสุดของคณะย้อนหลังไป เจ็ดปี โดยคณะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 280 จาก 500 คะแนน โดย ปีไหนข้อสอบยาก คะแนนก็น้อย ปีไหนง่ายคะแนนก็มาก แต่ประเด็นก็คือ ถ้าผมได้ 280 ในการทำข้อสอบเทียม ที่ตัวเองลองทำ ผมควรนอนใจ บอกว่าตัวเองสอบติดแน่ได้หรือไม่ ? คำตอบก็คือ ไม่มีทาง ถ้าได้ 280 ต้องเตรียมตัวไปให้ถึง 300 ถ้าได้ 300 ต้องไป ถึง 320 และต่อไปเรื่อยๆ ๆๆๆๆ โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ 500 ซึ่ง แน่นอนว่า เราไม่มีทางไปถึง แต่ ถามว่า ถ้าเราอยู่ที่ 400 เรามีความสบายใจมากกว่า 280 หรือไม่ อันนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิด

ถ้าปีนั้นข้อสอบออกมาง่ายแสนง่าย แล้วคะแนนทั้งกระดานดีดขึ้นหมด 400 จะกลายเป็นตัวเลขปกติธรรมดา เพราะฉะนั้น ต่อให้ได้ 400 ก็อาจจะไม่พอ ตราบใดที่เวลาเหลืออยู่ ต้องพยายามอ่านหนังสือ เตรียมตัวอย่างหนักต่อไป

สิงโตเวลาเข้าจับเหยื่อ จะทุ่มกำลังทั้งหมดอย่างเต็มที่เพื่อขย้ำเหยื่อให้ตายภายในการเข้าโจมตีครั้งเดียว ไม่ว่าเหยื่อนั้นจะใหญ่เล็กแค่ไหนก็ตาม โดยจะไม่มีการประมาทใดๆ ทั้งสิ้น และนั่นคือเคล็ดลับหนึ่งของการครองตำแหน่งเจ้าป่า

เราในฐานะผู้สอบแข่งขันต้องจำ มุมมองเรื่อง เล็บม้ากับการสิ้นชาติ และ สิงโตที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทนี้ให้ขึ้นใจ

>>> อ่านต่อ หน้า 2

 
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา