Home
Featured Projects
Photo Gallery
All Buildings
Articles
Links
About us
Interviews
Book Reviews

   

หมายเหตุ: บทความนี้ผมจัดทำเพื่อที่จะนำไปเป็นส่วนประกอบเล็กๆในหนังสือ A+a ฉบับ Grand Rapids Art Museum ซึ่งคาดว่าจะพิมพ์เสร็จประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนปี 52 นี้ เลยนำมาให้อ่านกันเล่นๆดูก่อนครับ บทความนี้ยังไม่ได้ผ่านการแก้ไขจากบรรณาธิการหนังสือ ก็อาจจะมีอะไรขาดตกบกพร่องไปบ้าง ถ้ามีคำแนะนำใดๆ รบกวนส่งมาที่ got_arch@yahoo.com ครับ (เผื่อจะยังทันแก้ไขปรับปรุง) ขอบคุณครับ :-)

A DAY @ GRAM
article & photos by Tor

ผมได้รับมอบหมายจากทีมงานทำหนังสือเล่มนี้ให้ไปเยี่ยมชม เก็บภาพบรรยากาศ และ พูดคุยกับผู้คนต่างๆที่ Grand Rapids Art Museum หรือ GRAM ซึ่งออกแบบโดยคุณ กุลภัทร ยันตรศาสตร์ แห่ง wHY Architecture ผมมีความรู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ที่จะได้ไปสัมผัสกับงานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ของจริงๆ หลังจากที่ได้เคยเห็นรูปของอาคารนี้ผ่านสื่อต่างๆมาก่อน บทความต่อไปนี้จึงเป็นเหมือนการถ่ายทอดความรู้สึกส่วนตัวของผมที่มีต่องานชิ้นนี้ หลังจากที่ใช้เวลาอยู่กับมันทั้งวัน

พูดถึงเมือง Grand Rapids นั้นจัดได้ว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองของรัฐ Michigan รองลงมาจาก Detroit ชื่อของเมืองนั้นก็ได้มาจากแม่น้ำ Grand Rapids ที่ไหลผ่านใจกลางเมือง นอกจากจะเป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงามแล้ว เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำของอเมริกา อย่าง Steelcase และ Herman Miller อีกด้วย และ Peter Wege อดีต CEO ของบริษัท Steelcase นั่นเอง ที่เป็นผู้บริจาคเงินจำนวน 20 ล้านเหรียญสหรัฐให้แก่ GRAM เขาไม่ได้เป็นนักสะสมงานศิลปะ แต่จะหนักไปทางเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเสียมากกว่า โดยเขามีเงื่อนไขพ่วงมากับเงินบริจาคว่า อาคาร GRAM หลังใหม่นี้ จะต้องเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ในที่สุดอาคารนี้ก็ได้รับรางวัล LEED Gold Certificate จาก USGBC (United States Green Building Council) เป็นอาคารแรกของโลก โดยที่ดูจากภายนอกแล้ว ไม่มีส่วนไหนของอาคารที่แสดงให้เห็นชัดๆว่า นี่คือ "green building" ไม่มีการติด solar panel หรือ wind turbine โชว์ให้เห็นตรงส่วนไหนของอาคาร การทำให้ art museum นั้น "green" ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณกุลภัทรเคยกล่าวไว้ว่า art museum นั้นก็คล้ายๆกับตู้เย็นที่ใช้เก็บงานศิลปะ ที่ต้องมีการใช้พลังงานอย่างมาก ในการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และ แสงภายในอาคาร แต่การออกแบบเพื่อให้ผู้ที่มาใช้อาคารนั้น ได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจกลับไป คงเป็นเรื่องที่ยากไม่แพ้กัน เรามาดูกันดีกว่าว่า GRAM ตอบปัญหาโจทย์นี้อย่างไร

ที่ตั้งของ GRAM นั้นเรียกได้ว่าอยู่ตรงใจกลาง downtown ของ Grand Rapids เลย โดยมีสวนสาธารณะ Ecliptic Park ที่ออกแบบโดย Maya Lin ตั้งอยู่ด้านหน้าของอาคาร นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีมากที่เลือกที่ตั้งตรงนี้ เพราะเป็นจุดที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากทุกส่วนของเมือง ไม่ว่าจะด้วยการเดินเท้า รถเมล์ หรือ รถยนต์ส่วนตัว ลักษณะภายนอกของอาคารที่เห็นเด่นชัดนั้นคือ การใช้คอนกรีตเปลือย aluminum และ กระจก เป็นวัสดุหลักของอาคาร ทางด้านหน้าของอาคารที่อยู่ติดกับสวนสาธารณะนั้นเป็น Terrace ที่มีหลังคาคอนกรีตขนาดใหญ่แต่ดูค่อนข้างจะบาง เมื่อเทียบกันช่วงที่พาดยาว และระยะที่ยื่นออกมาปกคลุมอยู่ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ นอกจากจะเป็นเสมือน transition space ที่ช่วยเชื่อมให้เกิดความต่อเนื่องระหว่าง space ภายนอกของสวน ไปยัง space ภายในอาคารแล้ว ยังมีการใช้งานเป็น Outdoor Dining Terrace สำหรับ Cafe ของ GRAM อีกทั้งยังเป็นเสมือนสถานที่นั่งเล่น พักผ่อน และชมกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเรื่อยๆ บริเวณสวนสาธารณะอีกด้วย ผนังบางส่วนของอาคารมีการใช้ aluminum cladding และ spandrel glass (กระจกทึบแสง) ตัดกับส่วนอื่นๆที่เป็นคอนกรีต ช่วยให้ภาพรวมของอาคารดูเบาขึ้น

มุมมองจากทางถนน Monroe Center ซึ่งเป็นถนนที่คนเดินพลุกพล่านที่สุด อาคารอีกฝั่งหนึ่งของถนนเต็มไปด้วยธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า ไปรษณีย์ และ สำนักงาน ทางเข้าของ GRAM ริมถนนด้านนี้ น่าจะมีคนใช้เยอะไม่แพ้กับทางเข้าหลักด้านติดกับ Park และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่สถาปนิกวาง Museum Shop, Cafe และ Business Center ไว้ทางฝั่งถนนด้านนี้

บริเวณ Outdoor Dining Terrace องค์ประกอบของพื้น ผนัง และหลังคาคอนกรีต ทำหน้าที่เสมือนกรอบรูปขนาดยักษ์ให้กับวิวของ Park โดยมี background ด้านหลังเป็นตึกสูงต่างๆใน downtown ของ Grand Rapids

บีบ - ขยาย



ทางเดินเชื่อมตรงกลางระหว่าง lobby เล็กด้านถนน Monroe Center กับ main lobby ตรงทางเข้าหลักนั้นจะเป็น space ที่เปิดโล่งขึ้นไปสองช้้น ที่ดูเหมือนจะบีบเล็กน้อยเมื่อมองตรงไปข้างหน้า แต่ระหว่างทางที่เดินไปนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด เพราะผนังทั้งสองข้างนั้นเป็นกระจก



ทางด้านซ้ายมือของทางเดินจะเป็น courtyard ที่เปิดโล่งให้แสงธรรมชาติลงมาสู่ภายในอาคาร และ Outdoor Exhibition Space ที่ประกอบไปด้วยพื้นโรยหินสีขาว ต้นเมเปิ้ลในกระบะคอนกรีตรูปทรงสี่เหลี่ยมเรียบง่าย และ ประติมากรรมที่จัดวางอยู่ภายในนั้น อาจจะเป็นเพราะหินและการจัดองค์ประกอบของ landscape ทำให้ผมนึกถึงสวนหินในแนว Zen ของญี่ปุ่นอยู่นิดๆ ดูแล้วทำให้เกิดความรู้สึกสงบ นิ่ง และผ่อนคลายดี ถ้ามองออกไปฝั่งตรงข้ามทางขวามือ จะเห็น Ecliptic Park ซึ่งเป็นอีกอารมณ์ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับสวนภายใน

เมื่อเดินมาจนถึงสุดปลายทาง จาก space ที่ค่อนข้างจะบีบ ได้มาขยายออกเมื่อตรงถึงส่วน main lobby ซึ่งเป็น space ที่โปร่งโล่ง จากรูปลักษณ์ภายนอกของอาคารที่อาจจะดูค่อนข้างหนัก บรรยากาศภายในโถง lobby นี้กลับให้ความรู้สึกที่โปร่งและเบา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากแสงธรรมชาติที่ผ่านเข้ามาสู่ผนังกระจกทั้งสามด้านของ lobby ซึ่งแสงบางส่วนก็ถูกกลั่นกรองโดยแผง aluminum louver ภายนอกอาคาร และ ม่านบางๆภายในอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้แสงที่เข้ามานั้นไม่มากจนเกินไป อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะจากภายใน lobby นั้น ผมสามารถมองออกไปเห็นวิวทิวทัศน์ของสวนสาธารณะ และ downtown ของ Grand Rapids เมื่อมองผ่านกระจกออกไปอีกด้านของ lobby จะเห็น reflecting pool ภายนอกที่อยู่ตรงกลาง court ทางด้านทิศตะวันตก ถึงแม้จะอยู่ภายใน lobby ผมก็รู้สึกว่า space นั้นมีความต่อเนื่องจากภายนอกเข้ามาสู่ภายใน อย่างที่คุณกุลภัทรได้เคยกล่าวไว้ว่า เขาได้วางผังอาคารนี้เป็นรูปตัว E หรือเป็นเหมือนนิ้วสามนิ้วที่ยื่นออกไป เพื่อให้ธรรมชาติที่เริ่มจากสวนสาธารณะด้านหน้านั้น ได้ถ่ายเทเข้ามาสู่ space ระหว่างนิ้วทั้งสามนั้น และ ไหลต่อเนื่องเข้ามาภายในอาคารในที่สุด ผู้คนที่เดินไปเดินมาอยู่ภายนอกอาคาร ก็สามารถมองเข้ามาเห็นกิจกรรม และ ศิลปะภายในอาคาร ในขณะเดียวกันคนภายในอาคาร ก็สามารถมองออกไปเห็นธรรมชาติ ต้นไม้ ท้องฟ้า น้ำ เมือง และ ผู้คนภายนอกได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน
นอกจากจะสังเกตเห็นถึงความต่อเนื่องของ space จากนอกสู่ในแล้ว space ตรงส่วน lobby นั้นยังไหลต่อเนื่องไปยังส่วน gallery ต่างๆทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง เรื่อยไปจนถึงบริเวณบันไดที่เชื่อมต่อจากชั้นสองไปยังชั้นสามที่อยู่ด้านในสุดของอาคาร บันไดที่ดูเผินๆแล้วนึกว่าเป็น ramp นอกจากจะทำหน้าที่เชื่อมทางสัญจรจากชั้นหนึ่งไปยังชั้นสองแล้ว ด้วยขนาดอันมหึมาเลยทำให้มันกลายเป็นจุดเด่น หรือเป็นเหมือนประติมากรรมชิ้นหนึ่งภายใน main lobby นี้เลยทีเดียว
งานศิลปะของ Ellsworth Kelly สีน้ำเงินตัดกับขาว ถูกจัดวางอยู่บนผนังด้านหนึ่งของ lobby ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับ space ภายใน main lobby นี้มากยิ่งขึ้น

มองจากภายใน main lobby ไปสู่ Ecliptic Park เฟอร์นิเจอร์ที่นั่งในรูปนั้นออกแบบโดย Maya Lin เช่นเดียวกัน เพื่อให้เขากับ Park ภายนอกที่เขาออกแบบ

มื้อศิลปะ



ส่วน Cafe ประกอบไปด้วย counter bar ที่มีผนังด้านหลังเป็นกระจกฝ้าสีแดงสะดุดตาตัดกับส่วนอื่นๆของอาคาร ที่จะออกโทนค่อนข้างจะเป็นกลางๆ ผมชอบระเบียงชั้นลอยเหนือบริเวณ counter bar นี้เป็นพิเศษ เพราะมันช่วยทอน scale ของ space บริเวณนี้ให้ดูเป็น human scale มากยิ่งขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือการออกแบบรายละเอียดตรงราวระเบียงที่ไปชนกับ mass ของช่องบันไดนั้น แทนที่เขาจะออกแบบให้ราวมันไปชนกับผนังดื้อๆ เขาได้ออกแบบให้มันเลยออกไปอีกนิด เพื่อให้ดูเหมือนระเบียงนี้มันล็อกกันอยู่กับตัว mass ของช่องบันไดอยู่

บรรยากาศภายในส่วนทานอาหาร ซึ่งล้อมรอบด้วยผนังกระจกทั้งสามด้าน จากภายในจะเห็นวิวของทั้งสวนสาธารณะ และ บรรยากาศของ downtown ของ Grand Rapids ได้อย่างเต็มที่เช่นกัน

ชั้นสองตรงส่วนปีกนี้ของอาคารเป็นส่วนศูนย์ประชุม (Conference Center) ซึ่งเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถมาเช่าพื้นที่สำหรับการจัดประชุมหรือปาร์ตี้ได้ บริเวณนี้จะสามารถเปิดใช้งานต่อได้ ถึงแม้ว่าภายในส่วน museum จะปิดทำการแล้ว พื้นที่ตรงส่วนนี้จะแบ่งออกเป็น Lounge, ห้องประชุมใหญ่, ห้องประชุมเล็ก, สำนักงาน และ ส่วน Outdoor Terrace
Outdoor Terrace นั้นอยู่ติดกับ lobby ของ Conference Center ตรงนี้เอง อีกครั้งที่ พื้น ผนัง และ หลังคาคอนกรีตที่พาดช่วงยาวเป็นพิเศษนี้ ทำหน้าที่เป็นกรอบภาพไปสู่วิวของอาคารฝรั่งตรงข้าม ที่มี pattern สีสันของผนัง หน้าต่าง และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบ traditional เกิดเป็นจังหวะจะโคนที่น่าสนใจทีเดียว

ทางเข้าของร้านขายของที่ระลึก (Museum Shop) นั้นอยู่ติดกับ lobby เล็กด้านถนน Monroe Center การออกแบบตรงส่วนทางเข้าร้านนี้ค่อนข้างจะเรียบง่ายมาก ดูเหมือนกับจะมิได้มีการเน้น หรือมีป้ายบ่งบอกแต่อย่างใด เรียกว่าถ้าไม่สังเกตดีๆอาจจะเดินเลยผ่านไปได้ แต่ถ้ามองจากภายนอกอาคารนั้น จะสามารถมองเข้ามาเห็นสินค้าที่ตั้งแสดงอยู่ภายในได้อย่างชัดเจน พื้นที่ภายในร้านนั้น ถูกแบ่งออกเป็นสองชั้น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องกับ slope ของฟุตบาทภายนอก อีกทั้งยังช่วยให้ space ภายในร้านดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ผนังรอบๆของส่วนนี้ เป็นผนังกระจกเป็นส่วนมาก ทำให้พื้นที่ภายในร้านนั้น ได้รับแสงสว่างเพียงพอในตอนกลางวัน โดยแทบจะไม่ต้องใช้แสงไฟช่วยมากเลย

เล่น เรียน รู้



ห้องสมุดตั้งอยู่ติดกับโถง lobby ตรงชั้นสองของอาคารใกล้ๆกับส่วนแสดงนิทรรศการชั่วคราว (Temporary Exhibition Gallery) ภายในห้องสมุดนี้เป็นห้องที่มีบรรยากาศแตกต่างออกไปจากห้องอื่นๆใน GRAM รอบๆห้องนั้นไม่ว่าจะเป็นชั้นวางหนังสือ ตู้เก็บหนังสือ หรือแม้แต่ผนังเปล่าๆนั้นทำมาจากไม้ white oak ทั้งสิ้น ประกอบกับการเลือกใช้เก้าอี้สีแดงเข้ม ช่วยให้บรรยากาศในห้องนี้ดูอบอุ่นยิ่งขึ้น

อยู่ติดกับห้องสมุดนั้นเป็นห้องศึกษางานภาพพิมพ์ (Print Study Room) ซึ่งเป็นห้องที่มีไว้ใช้ในการศึกษา และเก็บงานศิลปะประเภทภาพพิมพ์ โดยผู้มาใช้สามารถที่จะชื่นชมผลงานศิลปะได้อย่างละเอียดใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นถึงขนาดใช้แว่นขยาย ส่องดูรูปภาพกันเลยทีเดียว ผู้ที่จะมาใช้บริการปกติแล้วจะต้องทำการนัดล่วงหน้าก่อน เนื่องจากภาพพิมพ์นั้นค่อนข้างที่จะเปราะบางกับการถูกแสงมาก ห้องนี้จึงมีหน้าต่างแค่บานเดียว และมีการใช้แสงจากหลอด LED ในบางจุด เพื่อให้มีผลกระทบต่องานภาพพิมพ์ให้น้อยที่สุด

ส่วนสนับสนุนการศึกษาของ museum (Museum Education Center) ซึ่งอยู่ติดกับถนน Louis St. ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอาคาร พื้นที่ตรงส่วนนี้มีไว้เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เข้ามาเรียนรู้ และสร้างสรรค์งานศิลปะ ภายในห้องนั้นบรรยากาศจะคล้ายๆกับสตูดิโอของศิลปิน ผนังกระจกทั้งสองด้านเปิดรับแสงธรรมชาติที่เข้ามาสู่ภายในห้องอย่างเต็มที่ พื้นเป็นคอนกรีตเปลือย ฝ้าเพดานเปิดโล่งโชว์ท่อแอร์ งานระบบ และโครงสร้างอาคาร ไม่มีวัสดุหรูหราภายในบริเวณนี้ให้เป็นที่กังวลว่าเด็กจะทำสีเปื้อนเลอะเทอะ

ด้านล่างของส่วนศิลปะเด็กจะเป็นสตูดิโอสร้างสรรค์งานสำหรับผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าพื้นที่ส่วนนี้จะอยู่ใต้ดิน แต่สถาปนิกได้ออกแบบช่องเปิดโล่งด้านข้าง เพื่อให้แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามาถึง space ภายในได้ วันที่ผมไปเยี่ยมชมนั้น มีผู้สนใจเข้ามาทำงาน painting กันมากพอสมควรทีเดียว

แสง ที่ว่าง และ เวลา

ผมเดินกลับมาที่ main lobby อีกครั้งเพื่อที่จะเข้าชม gallery ต่างๆ Gallery แรกที่อยู่ทางด้านซ้ายมือถ้ามองหันหน้าเข้าสู่ตัวอาคารนั้นเป็น นิทรรศการงานออกแบบ และงานฝีมือสมัยใหม่ (Design & Modern Craft Gallery) แสดงผลงานของนักออกแบบและสถาปนิกที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น Frank Lloyd Wright, Ray Eames, หรือ สถาปนิกที่ยังมีชีวิตอยู่อย่าง Frank Gehry เมื่อออกจาก Design & Modern Craft Gallery จะเข้าสู่ส่วนที่เป็น atrium ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของอาคาร เป็น space ที่เปิดโล่งขึ้นไปสามชั้นโดยมีบันไดเชื่อมจากชั้นสองไปสู่ชั้นสามที่ดูเหมือนเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่อีกชิ้นอยู่ด้านบน
ผนังกระจกด้านข้างที่สูงขึ้นไปสามชั้นเช่นกัน คุณกุลภัทรบอกว่าตั้งใจที่จะให้คนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาบนถนน Ottawa Ave. มองเข้ามาเห็นกิจกรรมและศิลปะที่อยู่ภายใน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้แสงแดดและความร้อนเข้ามาสู่ภายในอาคารมากเกินไป ส่วนบนนของผนังกระจกนี้ถูกกันแดดด้วย aluminum louver เช่นเดียวกับที่ใช้ด้านหน้าอาคาร

ม่านโปร่งแสงที่แขวนลงมาจากฝ้าเพดานชั้นสามลงมาถึงประมาณระดับฝ้าชั้นหนึ่งนี้ นอกจากจะช่วยกรองแสงที่เข้ามาสู่ภายในแล้ว เมื่อโดนแสงตกกระทบนั้นจะทำให้เกิดแสงสว่างมลังเมลืองที่ space ภายใน ดูแล้วทำให้นึกถึงกระดาษสาที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบ บานประตูหน้าต่างในสถาปัตยกรรมประเพณีของญี่ปุ่น ปลายอีกด้านหนึ่งของ atrium เป็นโถงลิฟท์ ถ้าใครไม่อยากเหนื่อยมากก็สามารถที่จะขึ้นลิฟท์ไปชมที่ชั้นสามก่อน แล้วค่อยเดินลงบันไดลงมาดู gallery ด้านล่างต่อไป เนื่องจาก gallery ที่นี่ได้รับการออกแบบให้ผู้ชมเข้าดูห้องไหนก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไล่ไปตามลำดับชั้นหรือห้องตายตัว ผมจึงเลือกวิธีที่เหนื่อยกว่าคือ การเดินย้อนกลับไปที่ main lobby และเดินขึ้นบันไดเอา

ผมสังเกตว่าบันไดที่เชื่อมจากชั้นหนึ่งสู่ชั้นสองนี้แตกต่างจากบันไดภายในอาคารที่เป็นมาตรฐานปกติทั่วไปเล็กน้อย ตรงที่ลูกนอนของบันไดดูเหมือนจะยาวกว่าปกติ คล้ายๆกับบันไดที่ใช้ภายนอกอาคารเสียมากกว่า ผมเข้าใจว่าผู้ออกแบบคงต้องการให้คนค่อยๆเดินขึ้นเดินลง เพื่อชื่นชมกับ space ภายในอาคาร ในมุุมมองที่ค่อยๆเปลี่ยนไปในขณะเดิน ผมค่อยๆเดินขึ้นไปสู่ชั้นสอง ในขณะเดียวกันก็เห็นเด็กหลายๆคนวิ่งขึ้นวิ่งลงบันไดกันเป็นที่สนุกสนาน

ที่ชั้นสองนั้นจะมีสอง gallery หลักๆ ด้านหนึ่งเป็นส่วนนิทรรศการชั่วคราว (Temporary Exhibition Gallery) ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นนิทรรศการภาพพิมพ์ (Print Gallery) จากโถงตรงกลางที่อยู่ระหว่าง gallery ทั้งสองนั้น มองตรงไปจะเห็น space ที่เปิดโล่ง พร้อมกับส่วนหนึ่งของบันไดขึ้นสู่ชั้นสองที่ดูราวกับว่ามันลอยอยู่กลางอากาศ

Space ในส่วน Print Gallery นั้น ถึงแม้จะดูเรียบๆ แต่เมื่อมองจากโถงตรงกลางเข้าไปภายในแล้วดูน่าสนใจทีเดียว เพราะ space มันดูเป็นลักษณะเป็นหลืบๆซิกแซก ชวนให้เข้าไปค้นหาว่ามีอะไรแสดงอยู่ภายในห้องถัดไป

หลังจากที่เข้าไปชื่นชมงานศิลปะที่จัดแสดงในทั้งสอง gallery แล้ว ผมค่อยๆเดินขึ้นบันไดตรงบริวณ atrium ขึ้นไปสู่ชั้นสาม ซึ่งเป็นส่วนนิทรรศการถาวร (Permanent Exhibition Gallery) ผมหยุดยืนตรงชานพักของบันไดตรงกลางนิดหนึ่ง ณ จุดนี้เองที่ผมสามารถสัมผัสได้ถึงความต่อเนื่องของ space ต่างๆภายใน museum ได้ที่ที่สุดจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถมองเห็นส่วน gallery ของทุกชั้น ไปจนถึง space บางส่วนของ main lobby

Gallery ตรงชั้นสามนี้จะแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลักๆโดยเรียงตามยุคของงานศิลปะ จากปลายด้านหนึ่งของอาคารเป็น European Art ไปสู่อีกปลายหนึ่งเป็น Modern Art ผมเลือกเดินเข้าไปดูส่วน Modern Art ก่อน ถึงแม้ภายในห้องจะมีผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่หลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น Picasso หรือ Roy Lichtenstein แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาผมไปเป็นสิ่งแรกคือ skylight ที่อยู่ด้านบน ผมรู้สึกประหลาดใจพอควรที่สามารถมองทะลุกระจก skylight ออกไปเห็นท้องฟ้าภายนอกบ้างเล็กน้อย ทั้งๆที่เมื่อดูจากภายนอกอาคารแล้ว skylight นี้ดูเหมือนเป็นกระจกฝ้าที่ไม่น่าจะมองทะลุออกไปได้จากภายใน skylight ตรงส่วนนี้หรือที่คุณกุลภัทรเรียกมันว่า "Lantern" เนื่องจากตอนกลางคืน เมื่อเปิดไฟจากภายใน skylight นี้จะส่องสว่างเหมือนเป็นโคมไฟขนาดใหญ่สามอันให้แก่ตัวเมือง Grand Rapids



กระจกที่ใช้ตรง Lantern นี้เป็น fritted glass ซึ่งเป็นกระจกที่มีลาย ceramic ประทับอยู่บนกระจก เพื่อช่วยลดปริมาณแสงและความร้อนที่เข้ามาสู่ภายในอาคาร นอกจาก fritted glass แล้ว วัสดุที่ช่วยในการกรองแสงนั้นยังมีอีกถึงสองชั้นคือ แผง louver ที่สามารถปรับองศาได้ ตามความสว่างของแสงที่ต้องการภายใน และยังมีม่านกรองแสงบางๆช่วยด้วยอีกชั้นหนึ่ง โดยมีฝ้าที่เป็นรูปทรงปิรามิดคว่ำเป็นตัวช่วยสะท้อนแสงลงมาสู่ space ด้านล่างอีกที เพราะฉะนั้นแสงที่ตกลงมาจึงเป็นแสงที่ค่อนข้างจะนุ่มนวล ทั้งนี้ผมเห็นว่าแสงธรรมชาตินั้น มีส่วนที่ทำให้ผลงานศิลปะมีชีวิตชีวามากขึ้น เพราะแสงธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสีและความเข้มไปตามเวลา และสภาพอากาศภายนอกอยู่ตลอดเวลา

ถัดมาจาก Modern Art Gallery เป็น Early Modern Art ฝ้าเพดานของห้องนี้จะต่ำกว่า gallery แรกอยู่พอสมควร ภายในห้องนี้จะมีหน้าต่างโดยมีม่านบางๆช่วยกันแสงแดด แต่ก็ยังสามารถมองออกไปเห็นวิวภายนอกได้อย่างลางๆ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้เข้ามาชม museum สามารถรู้ได้ว่าตนเองอยู่ตรงส่วนไหนของอาคารได้โดยไม่ต้องใช้แผนที่ช่วย

โคมไฟแห่งเมือง

GRAM เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ผมประทับใจมากที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่ได้เคยเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่อื่นๆมาอยู่บ้าง ทั้งในแง่ของ space ที่โปร่งโล่งและไหลต่อเนื่องในส่วนต่างๆของอาคาร การให้แสงภายในอาคารทั้งแสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์ การเลือกใช้วัสดุที่เรียบง่ายและแสดงให้เห็นเนื้อแท้ของวัสดุอย่างตรงไปตรงมา รวมไปถึงการออกแบบรายละเอียดที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ผมก็ชื่นชมท่านอื่นๆที่มีส่วนร่วมในการสร้างอาคารนี้ให้สำเร็จลงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมา เจ้าของโครงการ วิศวกร สถาปนิกท้องถิ่น และที่ปรึกษาด้านต่างๆ เพราะถึงแม้สถาปนิกจะออกแบบดีแค่ไหน ถ้าไม่ได้ทีมงานที่ดีและเจ้าของที่เข้าใจความสำคัญของงานสถาปัตยกรรม ก็เป็นการยากที่ผลงานที่สร้างเสร็จแล้วจะออกมาได้ดีอย่างที่สถาปนิกตั้งใจ

พระอาทิตย์เริ่มละขอบฟ้า แสงไฟจาก Lantern ของ GRAM เริ่มทำหน้าที่ของมัน ให้แสงสว่างแก่ชาวเมือง Grand Rapids ณ ตอนนี้ GRAM เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมือง เป็นสถาบันที่ผู้คนมาเรียนรู้ ชื่นชม และมีความสุขกับงานศิลปะ เป็นสถานที่ที่ผู้คนมานั่งทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศ museum หรือ shopping ของมี design ต่างๆ และ เป็นสถานที่ที่ชาวเมืองและผู้มาเยือนได้มีโอกาสได้ปฎิสัมพันธ์ ร่วมทำกิจกรรมกันในหลายๆวาระโอกาส

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้ ไม่ได้เป็นแค่กล่องหรือตู้เย็นเก็บงานศิลปะอีกต่อไป...


GROUND FLOOR PLAN


SECOND FLOOR PLAN


THIRD FLOOR PLAN



ถ้าต้องการ comment เกี่ยวกับงานนี้เชิญ ที่นี่ ครับ

รูปในส่วน service และ detail เพิ่มเติมของอาคารนี้ สามารถดูได้ ที่นี่ ครับ

 
     

กรุณาส่งคำแนะนำมาที่ got_arch@yahoo.com

หน้าแรก | โปรเจค | แกลเลอรี่ | บทความ | ลิ้งค์ | เกี่ยวกับเรา